ย้อนรอยครอบครัวฮีโร่แรกของมาร์เวลก่อนเปิดปฐมบทใหม่ในThe Fantastic Four: First Steps

ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอยกับการมาถึงของ ‘The Fantastic Four: First Steps’ ภาพยนตร์มาร์เวลเรื่องล่าสุดจาก Marvel Studio ที่เป็นการเปิดปฐมบทใหม่ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวซูเปอร์ฮีโร่ทีมแรกของ Marvel ที่ลุกขึ้นมาปกป้องโลกบอกเล่าผ่านธีมโลกอนาคตในเลนส์ของยุค 60s กำกับภาพยนตร์โดย ‘Matt Shakman’ ที่เคยฝากผลงานการกำกับ ‘WandaVision’

.

และหากใครที่เป็นคอหนังซูเปอร์ฮีโร่บ้านมาร์เวลจะเข้าใจว่าการมาถึงของ The Fantastic Four: First Steps ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดเฟด 6 ของจักรวาลมาร์เวล Marvel Cinematic Universe (MCU) เท่านั้น แต่นี่ถือเป็นโอกาสครั้งแรกและครั้งสำคัญที่ครอบครัวคนกายสิทธิ์ จะถูกบอกเล่าในฐานะภาพยนตร์ของสตูดิโอมาร์เวลบ้านเกิด หลังจากที่ออกเดินทางโลดแล่นไปยังสตูดิโออื่นมากกว่า 30 ปี 

.วันนี้ BrandThink Cinema ขอพาทุกท่านเดินทางคืนสู่เหย้าสำรวจประวัติศาสตร์ของ Fantastic Four นับตั้งแต่วันที่ได้ปรากฏบนคอมิกส์ที่เป็นจุดเปลี่ยนทิศทางของมาร์เวลไปตลอดกาล กับชะตากรรมของฮีโร่ครอบครัวทีมแรกที่ต้องออกจากบ้านมาร์เวล ก่อนคืนสู่บ้านมาร์เวลในที่สุด เป็นอย่างไรมาดูกัน

ย้อนกลับไป ค.ศ. 1939-1960 มาร์เวล คอมิกส์ (Marvel Comics) บริษัทผู้ผลิตหนังสือการ์ตูนขณะนั้นยังใช้ชื่อเดิมว่า Timely Comics และ Atlas Comics ได้สร้างซูเปอร์ฮีโร่ไม่ว่าจะเป็น Human Torch (1939), Namor (1939) และ Captain America (1941) ซึ่งนับว่าเป็นซูเปอร์ฮีโร่ยุคแรกของมาร์เวลที่มักสร้างให้อยู่ในกรอบคุณธรรมความดีและความรักชาติ และใช้สิ่งนี้ต่อสู้กับวายร้ายที่ส่วนใหญ่แล้วคือตัวแทนศัตรูทางการเมืองของฝรั่งอเมริกา ซึ่งกลายมาเป็นกระแสติดตลาดเด็กและวัยรุ่นไปทั่วอเมริกา ส่งผลให้ชื่อของมาร์เวลคอมิกส์กลายมาเป็นคู่แข่งตีคู่กับซูเปอร์ฮีโร่ของ ‘National Allied Publications’ หรือก็คือ ‘ซีดี คอมิกส์’ (DC Comics) ในปัจจุบัน 

เมื่อเข้าสู่ยุค 60s กระแสซูเปอร์ฮีโร่เริ่มลดลง เนื่องด้วยคอมิกส์แนวสยองขวัญ ไซไฟ ฆาตกรรมและแนวสืบสวนสอบสวนเข้ามาครองตลาดอเมริกา ส่งผลให้สำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่อย่างมาร์เวลมียอดขายลดฮวบ ส่วนฝั่งดีซี คอมิกส์ที่ให้กำเนิดซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Superman, Batman หรือ Wonder Woman จนมีฐานแฟนคลับแน่นหนาก็เหมือนจะรู้เท่าทันและเตรียมรับมือ ในปี 1960 ซีดีคอมิกส์จึงได้เปิดตัว ‘Justice League of America’ กับคอนเซ็ปต์การรวมทีมครั้งแรกของฮีโร่บ้านดีซี เพื่อร่วมกันต่อสู้กับเหล่าวายร้าย เรื่องราวนี้ปรากฏในหนังสือการ์ตูน ‘The Brave and The Bold’ ฉบับที่ 28 ก่อนที่ ‘Justice League of America’ จะมีซีรีส์เป็นของตนเองซึ่งทำรายได้ไปอย่างถล่มทลาย และกลายมาเป็นแรงผลักดันให้ฝั่งมาร์เวลคอมิกส์มองว่า ฮีโร่รวมทีมเป็นเรื่องที่เวิร์ก จึงต้องการที่จะปฏิวัติรูปแบบการนำเสนอฮีโร่เพื่อเอาชนะคู่แข่งบ้าง ขณะนั้น ‘สแตน ลี’ (Stan lee) ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการมาร์เวลคอมิกส์ นับตั้งแต่ยังใช้ชื่อเดิมมาตั้งแต่ต้น เบื่อหน่ายกับการสร้างฮีโร่ตามอุดมคติจนเขาเอ่ยปากจะลาออก เขาจึงยึดเอาโอกาสสำคัญในครั้งนี้ หันมาสร้างตัวละครฮีโร่ในแบบที่เขาอยากอ่านบ้างเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากวงการหนังสือการ์ตูน   

ปี 1961 สำนักพิมพ์ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘มาร์เวล คอมิกส์’ พร้อมเดินเข้าสู่ศักราชใหม่ด้วยการเปิดตัวหนังสือการ์ตูนที่มีชื่อว่า ‘Fantastic Four’ ซูเปอร์ฮีโร่ในชุดยูนิฟอร์มสีฟ้าน้ำเงิน 4 คน นำเสนอในฐานะ ‘ครอบครัวแรกของมาร์เวล’ ซึ่งยังไม่เคยมีสตูดิโอไหนนำเสนอด้วยรูปแบบนี้มาก่อน โปรเจ็กต์นี้เป็นการเริ่มสร้างระหว่าง สแตน ลี เขียนเนื้อเรื่องและ ‘แจ็ก เคอร์บี้’ (Jack Kirby) วาดภาพประกอบให้ฮีโร่ครอบครัวนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยกันต่อสู้กับวายร้ายเท่านั้น แต่ทั้งคู่ยังใส่ประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ใส่ความเป็นมนุษย์ให้ฮีโร่มีความรู้สึก มีความคิด มีปมปัญหา มีความผิดพลาด ผิดจากซูเปอร์ฮีโร่ยุคเก่าของมาร์เวลที่ตัวละครนำเสนอเพียงด้านเดียว รวมถึง ‘Justice League of America’ ของฝั่งดีซีคอมิกส์เองด้วย

.

และที่สำคัญการมาของ ‘Fantastic Four’ ถือเป็นการเปิดและกำเนิดจักรวาลมาร์เวลยุคใหม่ที่ปูทางการสร้างฮีโร่มาร์เวลให้มีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน นั่นเท่ากับว่าทั้งลีและเคอร์บีสร้างครอบครัวคนกายสิทธิ์ที่ฉีกไปจากขนบการสร้างซูเปอร์ฮีโร่เดิมๆ ในยุคนั้น และความสดใหม่บนโลกซูเปอร์ฮีโร่ที่มีเนื้อมีเลือดไม่ต่างไปจากมนุษย์คนหนึ่งนี้เองที่เข้าไปครองใจผู้อ่านได้อย่างรวดเร็ว และนั่นทำให้หนังสือการ์ตูน ‘Fantastic Four’ ฉบับแรกขายหมดเกลี้ยงในทันที รวมถึงฉบับต่อๆ มาที่มียอดขายพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

‘Fantastic Four’ คือก้าวแรกแห่งความสำเร็จที่กอบกู้มาร์เวลคอมิกส์ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง และความนิยมจากเหล่าแฟนผู้อ่านก็ทำให้ทางสำนักพิมพ์คลอดตัวละครซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Spider Man (1962), The Incredible Hulk (1962), X-Men (1963) ที่ได้รับความนิยมสูง จนมียอดขายจำนวนเล่มแซงหน้าคู่แข่ง ส่งผลให้มาร์เวลเข้าสู่ยุคทอง หรือที่ใครต่างก็เรียกว่า นี่คือยุคแห่งการ์ตูนมาร์เวลของจริง   

.

แล้วคำถามก็คือ เพราะเหตุใด ‘Fantastic Four’ ครอบครัวคู่หูคู่บุญของมาร์เวลคอมิกส์ถึงหลุดออกจากบ้านไปโผล่ยังสตูดิโออื่นล่ะ คำตอบก็คือเมื่อโลกเดินทางมาถึงยุค 80-90s ยุคที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เข้ามาแทนที่สื่อสิ่งพิมพ์ ส่งผลให้มาร์เวลคอมิกส์สุ่มเสี่ยงที่จะถูกปิดเนื่องเพราะเจอปัญหาทางการเงินขั้นรุนแรง ดังนั้นถ้าจะพยุงสตูดิโอให้อยู่รอด มาร์เวลคอมิกส์ต้องขายลิขสิทธิ์ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ให้กับสตูดิโอต่างๆ เราถึงได้เห็น X-men ถูกขายให้ไปอยู่กับ 20th Century Fox หรือ Spider Man ถูกขายให้กับสตูดิโอ Sony Picture ได้ถือครองสิทธิ์ในการนำไปผลิตเป็นภาพยนตร์ ทั้งนี้ก็มีข้อสัญญากำกับไว้ว่า ลิขสิทธิ์จะถูกตีกลับมายังมาร์เวลคอมิกส์หากไม่มีการสร้างภาพยนตร์ในเวลาที่กำหนด

สำหรับชะตากรรมของ Fantastic Four ครอบครัวฮีโร่ทีมแรกที่อุ้มชูชื่อเสียงมาร์เวลมาตั้งแต่ต้น ทาง ‘สแตน ลี’ (Stand Lee) ตัดสินใจขายลิขสิทธิ์ตัวละครทั้ง 4 ตัว รวมถึงตัวละคร Silver Surfer ให้กับ ‘เบิร์นด์ ไอชิงเกอร์’ (Bernd Eichinger) โปรดิวเซอร์ชาวเยอรมัน จาก ‘สตูดิโอคอนสแตนติน’ (Constantin Film) สตูดิโอผลิตภาพยนตร์สัญชาติเยอรมัน ในปี 1986 ด้วยราคาเพียง 250,000 ดอลลาร์ และได้ทำการตกลงกันว่า ไอชิงเกอร์จะต้องสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ภายก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 1992 

.

ปัญหาก็คือ การสร้างภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโร่ในช่วงยุคนั้นใช้งบประมาณสูงมาก ไม่มีค่ายไหนกล้าเสี่ยงให้ทุนสร้าง และนับวันข้อสัญญาระหว่างสตูดิโอคอนสแตนตินและมาร์เวลคอมิกส์ก็เริ่มหมดลงทุกที ไอชิงเกอร์จึงตัดสินใจลงมือสร้าง ‘The Fantastic Four’ ฉบับหนังเกรดบีขึ้นมา ด้วยงบประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขอยืดลิขสิทธิ์ในมือเขาไปอีก 10 ปี  โดยได้ ‘โรเจอร์ คอร์แมน’ (Roger Corman) ผู้กำกับที่เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์เกรดบีมาร่วมสร้างด้วย

ในปี 1994 จึงเกิดหนังเกรดบีเรื่อง ‘The Fantastic Four’ ฉบับคนแสดงเป็นครั้งแรก ซึ่งต่อลิขสิทธิ์ในมือของไอชิงเกอร์ได้สำเร็จ แต่ยังไม่ทันจะได้ออกฉาย ทางด้านแสตน ลี และมาร์เวลกลับไม่ต้องการให้ฮีโร่ครอบครัวแรกที่พวกเขารักถูกนำเสนอในรูปแบบหนังเกรดบีที่อาจจะส่งผลต่อการทำลายแฟรนไชส์ให้พังไปด้วย ตัวแทนมาร์เวลจึงได้ขอเข้าไปเจรจาและจ่ายเงินค่าชดเชย เพื่อให้ไอชิงเกอร์และสตูดิโอตอนสแตนติน เพื่อยกเลิกการฉายและการโปรโมต รวมถึงขอให้ทำลายม้วนฟิล์มออริจินัลด้วย ทำให้ ‘The Fantastic Four’ ฉบับปี 1994 กลายมาเป็นภาพยนตร์ที่หายสาปสูญ และมีบทบาทในฐานะหนังที่สร้างมาเพื่อขยายระยะเวลาการถือครองลิขสิทธิ์ในมือของ เบิร์นด์ ไอชิงเกอร์ และสตูดิโอคอนสแตนตินเท่านั้น

จากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง ‘X-Men’ (2000) หรือ ‘Spider Man’ (2002) ทำให้ตั้นแต่ปี 2000 ภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโร่ได้รับความนิยมมากขึ้น ไอชิงเกอร์ โปรดิวเซอร์จากสตูดิโอคอนสแตนติน จึงสามารถอุ้ม ‘Fantastic Four’ ไปขอทุนสร้างจากค่าย 20th Century Fox ได้สำเร็จ ทำให้ในปี 2005 ทั่วโลกก็ได้รับชม ‘Fantastic Four’ ผลงานการกำกับของ Tim Story ซึ่งสร้างและจัดจำหน่ายโดยค่าย 20th Century Fox และ สตูดิโอคอนสแตนติน ยืนอยู่ในฐานะโปรดิวเซอร์และผู้ร่วมอำนวยการสร้าง ‘Fantastic Four’ ฉบับปี 2005 ที่ใช้ทุนสร้าง 87.5 – 100 ดอลลาร์ แต่กลับทำรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศสูงถึง 333.5 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ 20th Century Fox วางแผนที่จะสร้างแฟรนไชส์นี้ต่อถึงสามภาค 

.

‘Fantastic Four: Rise of the Silver Surfer ปี 2007’ ออกฉายในฐานะแฟรนไชส์ภาคต่อ แม้ทำรายได้รวมไปถึง 301.9 ล้านดอลลาร์ จากงบทุนสร้างทั้งหมด 130 ล้านดอลลาร์ แต่กระแสการตอบรับและคำวิจารณ์ส่วนใหญ่ต่างก็ออกมาให้ความเห็นว่า เนื้อหาของภาพยนตร์ค่อนข้างตื้นเขินเกินไป และโปรดักชันมีความล้าสมัยเมื่อเทียบกับ ‘X-Men’ จากสตูดิโอเดียวกันที่มีแฟรนไชส์เติบโตอย่างแข็งแรงกว่าทำให้  20th Century Fox ตัดสินใจเก็บโปรเจกต์แฟรนไชส์ภาค 3 เอาไว้  

แต่ในปี 2015 ทางฟ็อกซ์และสตูดิโอคอนสแตนตินก็ได้ปล่อยภาพยนตร์ ‘Fantastic Four’ ฉบับรีบูตออกมา ว่ากันว่าเป็นการสร้างที่ทางฟ็อกซ์ต้องการจะรักษาลิขสิทธิ์การถือครองฮีโร่ครอบครัวนี้ที่กำลังจะหมดอายุลงในปี 2017 อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ฉบับนี้นับว่าเป็นความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ด้วยคำวิจารณ์ส่วนใหญ่ที่ไปในแง่ลบ ที่ส่งให้ภาพยนตร์ฉบับนี้ได้รับรางวัลสาขา ‘ภาพยนตร์ยอดแย่’ จากงานประกาศรางวัล Golden Raspberry Awards ไปครอบครอง และเมื่อมองภาพรวมที่ผ่านมานับตั้งแต่ ‘Fantastic Four’ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่มีแนวโน้มไปในเชิงล้มเหลวทำให้ ภาพลักษณ์ฮีโร่ครอบครัวทีมนี้กลายมาเป็นตราบาปต่อวงหนังภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ในทันที

.

ทางฝั่งมาร์เวล สตูดิโอมาร์เวล เองก็ต้องการจะควบคุมทิศทางการผลิตภาพยนตร์โดยอิงตัวละครจากมาร์เวลคอมิกส์ด้วยตนเอง รวมถึงการสร้างจักรวาลของเหล่าตัวละครด้วยตนเองมาตั้งแต่ปี 1996 และไม่เคยพอใจกับการสร้าง ‘Fantastic Four’ ฉบับภาพยนตร์เลยแม้แต่น้อย และการมาถึงของ ‘Fantastic Four’ ปี 2015 ก็เป็นอีกเหตุผลให้ค่าย Disney ที่มีสตูดิโอมาร์เวลที่อยู่ในเครือขอซื้อกิจการของ 20th Century Fox ในปี 2019 และวินาทีนั่นเองที่ ตัวละคร ‘X-Men’ และ ‘Fantastic Four’ ก็ได้กลับคืนสู่มาร์เวล บ้านที่เข้าใจจิตวิญญาณของตัวละครเหล่านี้ในที่สุด

ดังนั้นการมาถึงของ ‘The Fantastic Four: First Steps’ จึงเป็นเสมือนความหวังและการรอคอยของแฟนหนังที่จะได้รับชมคนกายสิทธิ์ฉบับตีความเล่าใหม่ในทิศทางของมาร์เวล ที่อาจจะกู้ภาพลักษณ์แฟรนไชส์และตัวละครทั้ง 4 คน ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง หลังจากที่เดินอย่างระหกระเหินจากบ้านไปนานมากกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ออกไปนั่นเอง