‘ลักกันวันตาย’ เมื่อเงินของคนตายแต่หายเพราะคนเป็น หนังดราม่า-ระทึกขวัญที่สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในบัญชีของเรา
“เงิน 30 ล้านในบัญชีคนตาย คุณอยากได้ไหม?” คำถามที่สะท้อนถึงความจริงอันแสนเจ็บปวดที่สังคมต้องเผชิญ เมื่อทรัพย์สินใน ‘บัญชีของคนที่จากไปแล้ว’ คือ ‘เหยื่ออันโอชะ’ ที่ถูกคนเป็นปล้นได้อย่างง่ายดาย
ในบทความนี้ BrandThink Cinema จะพาทุกคนมาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกว่า ทำไมภาพยนตร์เรื่อง ‘ลักกันวันตาย’ (Everybody Loves Me When I’m Dead) จึงสะท้อนความเสื่อมถอยทางศีลธรรมของคนยุคนี้ได้อย่างบาดลึกและเป็นบทเรียนเตือนภัยที่คุณไม่ควรพลาด
ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับ เขียนบท และอำนวยการสร้างโดย ‘นิธิวัฒน์ ธราธร’ ผู้สร้างผลงานที่น่าจดจำมากมายอย่าง Analog Squad ทีมรักนักหลอก (2023), คิดถึงวิทยา (2014), Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (2006), และ แฟนฉัน (2003) นำแสดงโดยนักแสดงคุณภาพอย่าง เคน ธีรเดช, ริว วชิรวิชญ์, ฮิวโก้ จุลจักร, และ เอินเอิน ฟาติมา ที่จะมาถ่ายทอดบทบาทของตัวละครที่ต่างมีเป้าหมายในการชิงเงิน 30 ล้านนี้มาเป็นของตัวเองให้ได้
‘ลักกันวันตาย’ (Everybody Loves Me When I’m Dead) สะท้อนความจริง…เมื่อ ‘ความตาย’ กลายเป็นโอกาสของ ‘ความโลภ’ เล่าเรื่องราวของสองพนักงานธนาคารที่จนตรอกจนต้องแอบลักลอบนำเงินออกจากบัญชีคนตายมาใช้ ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ได้นำพาทั้งคู่ไปสู่หายนะครั้งใหญ่ที่บานปลายจนเกินควบคุม
แรงจูงใจของตัวละครนั้นไม่ได้มาจากความโหดเหี้ยมแบบอาชญากรทั่วไป แต่อาจเริ่มจาก ‘ความจำเป็นที่ถูกผลักดันด้วยความโลภ’ และการที่พวกเขาสามารถขโมยเงินได้อย่างราบรื่นนั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาเก่งกาจในการงัดแงะ แต่เพราะพวกเขามี ‘กุญแจสำคัญ’ ที่คนอื่นไม่มี นั่นคือ ‘อำนาจในการเข้าถึงระบบธนาคาร’
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ‘การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง’ ด้วยความคิดที่ว่า เงินก้อนนี้ไม่มีใครใช้แล้ว คนตายก็เหมือนบริจาคให้เรา หรือเราแค่เอาสิ่งที่ไม่มีเจ้าของมาใช้ ความคิดเหล่านี้กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่นำพาทั้งคู่ไปสู่การทำความผิดที่ร้ายแรง โดยใช้ความรู้และหน้าที่การงานของตัวเองเป็นเครื่องมือ และด้วยความที่สังคมมอบความไว้วางใจสูงสุดให้กับพนักงานธนาคารในการดูแลทรัพย์สินส่วนตัว หนังจึงตอกย้ำว่าโจรที่ร้ายกาจที่สุดอาจไม่ใช่คนที่ถือปืน แต่เป็นคนที่ถือพาสเวิร์ดและสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของเราต่างหาก
ในชีวิตจริงเมื่อเจ้าของบัญชีเสียชีวิต ขั้นตอนการรับรองสิทธิ์ของทายาทตามกฎหมายนั้นมีความซับซ้อนและอาจกินเวลานานเป็นเดือน ช่วงเวลาที่ทายาทยังไม่สามารถเข้าถึงบัญชีได้จึงกลายเป็นช่องโหว่สำคัญ เพราะบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวก็เหมือน ‘ยอดเงินที่ไร้เสียงทวงคืน’ ทำให้ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลสามารถปฏิบัติการยักยอกทรัพย์โดยไม่มีใครมาจับผิดได้ในทันที หนังเรื่องนี้จึงไม่ได้พูดถึงแค่การขโมยเงิน แต่พูดถึงการทำลายความเชื่อมั่นของระบบการเงินการธนาคาร
‘ลักกันวันตาย’ ไม่ได้เผยแค่มุมของสองพนักงานธนาคาร เพราะเมื่อเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ถูก ‘ลัก’ ออกมาจากระบบ อาชญากรตัวจริงก็เกิดความสนใจในช่องโหว่นี้เช่นกัน รวมทั้งทายาทตัวจริงก็มาตามล่าทวงคืนสิทธิ์อันชอบธรรมด้วย หนังเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าความบันเทิง แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยให้เราทุกคนต้องหันกลับมาใส่ใจในการจัดการเรื่อง ‘มรดก’ และ ‘ทรัพย์สินดิจิทัล’ ให้ชัดเจน การทำพินัยกรรมหรือการแจ้งรายละเอียดบัญชีให้กับคนที่ไว้ใจ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็น ‘เกราะป้องกัน’ ที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เงินของเรากลายเป็น ‘ของหวาน’ ของใครอื่นในวันที่เราไม่อยู่แล้ว
ถ้าชีวิตเราดับลงอย่างกะทันหัน เราจะมั่นใจได้แค่ไหนว่าเงินที่หามาทั้งชีวิต จะตกถึงมือคนที่เรารัก ไม่ใช่ตกเป็นเหยื่อของคนโลภ แต่ใครจะรู้ เพราะคนตายพูดไม่ได้ ล็อกบัญชีไว้ให้ดี แล้วมาร่วมลุ้นพร้อมกันว่าสุดท้ายแล้วเงิน 30 ล้านนี้จะเป็นของใคร 14 ตุลาคมนี้ ทาง Netflix
