ส่องไฮไลต์สัปดาห์สุดท้าย BKKIFF 2025
เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้วกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติของไทยที่กลับมาจัดในรอบ 16 ปี ที่คัดสรรภาพยนตร์คุณภาพจาก 40 ประเทศทั่วโลก มาให้รับชมกว่า 200 เรื่อง ผ่านโปรแกรมฉายมากมายไม่ว่าจะเป็น โปรแกรม ‘Special Presentation’ ที่นำผลงานระดับโลกมาเปิดตัวในไทย, โปรแกรมหนังจากสายประกวด, โปรแกรมฉายหนังสุดพิเศษทั้ง Canvas แอนิเมชันระดับนานาชาติ, Reel of the World สารคดีนำเสนอมุมมองต่างๆ ของโลก, Multicolor ภาพยนตร์ที่นำเสนอแนวทางใหม่ๆ หรือ ‘Retrospective’ โปรแกรมฉายผลงานของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ที่คอหนังไม่ควรพลาด
แม้เทศกาลจะเหลือเวลาอีกเพียง 7 วัน แต่ดูเหมือนยังมีหนังระดับคุณภาพน่าสนใจให้ตามเก็บอีกมากมายจนแทบเลือกไม่ถูก วันนี้ BrandThink Cinema ขอมาแนะนำไฮไลต์หนังครึ่งหลังที่ไม่ควรพลาด มีเรื่องอะไรบ้าง มาชมกัน
เทศกาลจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568 จับจองที่นั่งได้ทั้ง 5 โรงภาพยนตร์ที่เข้าร่วมเทศกาล ได้แก่ พารากอน ซีนีเพล็กซ์, SF World CentralWorld, House สามย่าน, Major Sukhumvit และ ลิโด้ คอนเน็คท์
บัตรเข้าชมเริ่มต้นเพียง 150 บาท สำหรับนักเรียน-นักศึกษาเพียง 120 บาท และโปรแกรมพิเศษ Thai Panorama ในราคาสุดพิเศษ 59 บาท
ติดตามรายละเอียดโปรแกรมการฉายได้ที่ Facebook: https://www.facebook.com/bkkiffofficial/

มันมากับความมืด (1971)
ภาพยนตร์คลาสสิกในโปรแกรม ‘Retrospective’ ซึ่งนับว่าเป็นผลงานการกำกับครั้งแรกของ ‘หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล’ และยังเป็นหนังเรื่องแรกที่สร้างชื่อเสียงให้กับพระเอกตลอดกาลอย่าง ‘สรพงศ์ ชาตรี’ แต่อีกประการสำคัญเลยก็คือ ‘มันมากับความมืด’ ถูกจัดให้เป็นภาพยนตร์แนวไซไฟเรื่องแรกของวงการภาพยนตร์ไทยเนื้อเรื่องและแนวทางการนำเสนอแปลกแหกแนวไปจากขนบการทำหนังไทยในสมัยนั้น เรื่องราวว่าด้วยหลังอุกกาบาตลึกลับพุ่งตกในอ่าวไทย ที่ทำให้ชาวเกาะทั้งหมู่บ้านกลายเป็นศพในชั่วข้ามคืน และก่อนที่ความตายที่ผู้คนพากันเรียกว่า ‘มันมากับความมืด’ จะคืบคลานมาเข้าไทย นักวิทยาศาสตร์ชาวกรุงและกลุ่มชาวบ้านที่เหลือต่างร่วมมือกันหาทางกำจัดก่อนที่ทั้งประเทศจะต้องพบกับความตายในที่สุด

Happy Hour (2015)
ก่อนที่ ‘Ryusuke Hamaguchi’ จะประสบความสำเร็จไปทั่วโลกด้วยผลงานสร้างชื่ออย่าง ‘Drive My Car’ ยังมีภาพยนตร์อีกเรื่องที่เขาก็ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง ‘Happy Hour’ (2015) ที่มีความยาวถึง 5 ชั่วโมง 17 นาที ซึ่งนับว่ามีความยาวมากที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นเลยทีเดียว โดยเรื่องราวว่าด้วยการพาผู้ชมไปติดตามชีวิต ความฝัน การถามหาตัวตนของตนเองและความรักของผู้หญิงวัย 37 ปี ทั้ง 4 คนที่เป็นเพื่อนกัน ได้แก่ ‘จุน’ สาวว่างงาน ‘ซากุระโกะ’ แม่บ้าน ‘อาคาริ’ พยาบาลที่หย่าร้าง และ ‘ฟูมิ’ ผู้บริหารศิลปะที่แต่งงานแล้ว แต่หลังจากที่จุนได้เปิดเผยความลับของเธอว่า กำลังจะหย่ากับสามี ขณะเดียวกันก็กำลังสานความรักใหม่กับชายอายุน้อยกว่า แม้การเปิดเผยนี้จะทำให้คนบางคนเจ็บปวด หรือตกใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อนอีก 3 คน ก็เข้าร่วมการพิจารณาคดีของจุนเพื่อซัพพอร์ตเธอ
ภาพยนตร์เกิดขึ้นจากการที่ผู้กำกับได้จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปการแสดงแบบด้นสด ให้ผู้ที่เป็นนักแสดงสมัครเล่นได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ และนั่นจึงกลายมาเป็นความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่นักแสดงนำนั้นมาจากคนที่เคยเข้าร่วมเวิร์กช็อปนี้ทั้งหมด และหลังจากที่ ‘Happy Hour’ ออกฉาย นักแสดงนำหญิงทั้งสี่คนต่างก็คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาครอบครอง รวมถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการโหวตให้เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ดีที่สุดอันดับสามของปี 2015

Yakushima’s Illusion (2025)
ภาพยนตร์ที่ร่วมทุนสร้างระดับนานาชาติ กำกับโดย ‘Naomi Kawase’ บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ ‘คอร์รี’ ผู้ประสานงานการปลูกถ่ายหัวใจเด็กชาวฝรั่งเศสที่ถูกส่งตัวไปญี่ปุ่น ประเทศที่มองว่าการบริจาคอวัยวะยังเป็นเรื่องต้องห้าม โดยเธอต้องใช้อาชีพของเธอต่อสู้กับแนวคิดนี้เพื่อช่วยชีวิต ‘จิน’ เด็กชายที่กำลังป่วย ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสีย เมื่อคู่ชีวิตของเธอ คือหนึ่งใน ‘โจฮัทสึ’ ชื่อที่คนญี่ปุ่นเรียกกลุ่มคนกว่า 80,000 คน ที่สูญหายและมีผู้บริจาคอวัยวะเพียงไม่กี่คน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะชวนผู้ชมสำรวจมุมมองของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะการมองชีวิตและความตายที่ส่งต่ออิทธิพลความคิดไปยังคนรุ่นหลังด้วย
พิเศษ ‘Yakushima’s Illusion’ จะมีกิจกรรม Q&A หลังหนังจบ ที่ House Samyan ในวันที่ 14 ตุลาคม นี้

Orwell: 2+2=5 (2025)
ถ้าชื่นชอบผลงานของ George Orwell นักเขียนชาวอังกฤษที่ประพันธ์นวนิยายแนวดิสโทเปียชื่อดังไม่ว่าจะเป็น ‘Animal Farm’ (1946) หรือ ‘1989’ (1949) จะต้องไม่พลาดกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘Orwell: 2+2=5’ (2025) จากโปรแกรม ‘Reel of the World’ ที่จะพาไปติดตามชีวิตและแนวคิดอันซับซ้อนทางการเมืองของเขา โดยโฟกัสช่วงที่เขียนนวนิยายเรื่องสุดท้ายของเขาอย่าง 1989 อันเป็นผลงานที่เปี่ยมล้นไปด้วยวิสัยทัศน์ทางการเมืองของเขาอย่างชัดเจนที่สุด นอกจากนี้ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ยังเปรียบเทียบสถานการณ์ระหว่างเรื่องราวในนวนิยาย 1989 โดยเฉพาะการสร้างตัวละคร Big Brother ให้เป็นสัญลักษณ์ในการสอดส่องชีวิตผู้คน กับการมาถึงของอเมริกายุคโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เข้ามาเปลี่ยนสถานภาพทางการเมืองครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์โลก ที่ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน ไม่ต่างไปจากผลงานของจอร์จ ออร์เวลล์ เมื่อ 76 ปีก่อน เลยด้วยซ้ำ

Angel’s Egg (1985)
ผลงานที่เกิดขึ้นระหว่างสองศิลปินนักวาด อย่าง ‘Yoshitaka Amano’ ที่เคยฝากผลงานให้กับอนิเมะเรื่องดังอย่าง ‘Speed Racer’ และ ‘Oshii Mamoru’ นักเขียน นักวาด ผู้กำกับเรื่อง ‘Urusei Yatsura’ และ ‘Ghot in the Shell’ (1995) ได้ร่วมมือกันสร้างภาพยนตร์อนิเมะแนวปรัชญาเรื่องนี้ ที่เล่าถึงเด็กสาวในเมืองที่จมอยู่ใต้น้ำ เฝ้าดูแลไข่ฟองใหญ่อย่างทะนุถนอมเพราะเชื่อว่ามันเป็นไข่ของนางฟ้า กระทั่งเด็กชายคนหนึ่งพร้อมปืนกระบอกใหญ่ ได้เดินทางมาตามหานกที่เขาเห็นในฝันในเมืองร้างแห่งนี้จนมาพบกับเด็กสาว แต่ในท้ายที่สุดแล้วเขากลับทำลายไข่ที่เธอดูแลจนแตกละเอียด
ว่ากันว่า ‘Angel’s Egg’ ถูกจัดให้เป็นดั่งต้นฉบับชิ้นแรกของ Oshii ที่เน้นการเล่าเรื่องด้วยบทสนทนาอันน้อยนิด และเต็มไปด้วยการอุปมาอุปไมยอันคลุมเครือ ที่ชวนให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกสับสนและมึนงงกับเรื่องราว แต่ภายหลัง Angel’s Egg ได้รับการยกย่องให้เป็นภาพยนตร์ ‘Cult Classic’ โดยเทศกาล BKKIFF 2025 นำเรื่องนี้มาฉายในโปรแกรม Canvas

Sand City (2025)
เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ ‘ทราย’ และ ‘นิ้วมือ’ ในเมืองธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ โดยบอกเล่าผ่านเรื่องราวของคนขโมยทรายสองคนแบบคู่ขนาน และไม่รู้จักกันมาก่อน ระหว่าง ‘เอ็มม่า’ ชนกลุ่มน้อยที่ขับสกูตเตอร์ออกไปเก็บทรายทุกสัปดาห์เพื่อนำมาใส่ในกระบะทรายของแมว กระทั่งวันหนึ่งชีวิตของทั้งสองได้มาพบกับนิ้วมือทาเล็บสีแดงสดถูกตัดขาดอยู่ในกองทราย เอ็มม่ากลับค่อยๆ รู้สึกผูกพันกับนิ้วมือนั้น ส่วน ‘ฮะซัน’ อีกตัวละครที่ขโมยทรายเพื่อนำมาทำแก้วที่บ้าน สานฝันการจะสร้างโรงงานแก้วขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง กระทั่งการกระทำเหล่านั้นกลายมาเป็นความหลงใหลที่ค่อยๆ ทำลายตัวเขาเองในภายหลัง
‘Sand City’ เป็นผลงานการกำกับของ ‘Mahde Hasan’ และภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัล Poxima Grand Prix จากเทศกาลภาพยนตร์ Karlovy Vary ครั้งที่ 59 โดยในวันที่ 13 ตุลาคมน จะมีกิจกรรม Q&A หลังหนังจบ ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ในวันที่ 13 ตุลาคม นี้

Teki Cometh (2024)
ภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่กำกับโดย ‘Daihachi Yoshida’ ที่เราอาจคุ้นเคยกับผลงานสร้างชื่อของเขาอย่าง ‘Funuke Show Some Love, You Losers!’ (2007) ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้เขาได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมใน 29th Yokohama Film Festival สำหรับ Teki Cometh (2024) ผลงานเรื่องล่าสุดที่ทำให้เขาคว้ารางวัลมาด้วยผลงานที่บอกเล่าความโดดเดี่ยวในบั้นปลายชีวิตของ ‘กิซูเกะ’ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยวัยเกษียณที่ใช้ชีวิตสงบสุขเพียงลำพัง โดยที่มีลูกศิษย์แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนบ้าง กระทั่งเขาไปพบโพสต์บนอินเทอร์เน็ตที่เขียนว่า ‘ศัตรูกำลังจะมาเยือนจากทิศเหนือ’ ทำให้ชีวิตของเขาไม่สงบสุขอีกต่อไป เมื่อเขาเริ่มได้ยินเสียงบางอย่าง จนเกิดความสับสนว่านี่คือความความจริงหรือเป็นเพียงแค่จินตนาการของเขากันแน่
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลจาก Tokyo International Film Festival ครั้งที่ 37 ไป 3 รางวัล ได้แก่ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม และสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม นอกจากนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำให้เขาคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมใน Asia Film Awards ในปีนี้อีกด้วย

KOKUHO (2025)
ส่งท้ายกับภาพยนตร์ที่ได้รับเกียรติให้ฉายปิดในเทศกาล BKKIFF 2025 อย่าง ‘KOKUHO’ (2025) ผลงานของผู้กำกับ ‘Lee Sang-ll’ ที่พาผู้ชมเข้าสู่โลกของคาบูกิ โดยย้อนกลับไปยังนางาซากิในปี 1964 เมื่อหัวหน้าแก๊งยากูซ่า ซึ่งเป็นพ่อของ ‘คิคุโอะ’ ในวัย 14 ปี เสียชีวิตลง ‘ฮันจิโร่’ นักแสดงคาบูกิชื่อดังก็ได้รับไปเลี้ยงดูคู่กับ ‘ชุนสุเกะ’ ลูกชายแท้ๆ ของเขาเอง และทำให้ทั้งคิคุโอะและชุนสุเกะผ่านเรื่องราวชีวิตต่างๆ มาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อม ความสำเร็จในช่วงรุ่งโรจน์ เรื่องอื้อฉาวที่ฉุดชีวิตให้ดิ่งลง มิตรภาพและการหักหลัง เมื่อการก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงคาบูกิที่ยิ่งใหญ่นั้นจะต้องมีเพียงคนเดียวเท่านั้น แล้วคนคนนั้นจะเป็นใครระหว่างคนที่สืบสายเลือดของนักแสดงคาบูกิ หรือเด็กกำพร้าที่ถูกรับมาเลี้ยง
ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยฉายในเทศกาลเมืองคานส์ 2025 ในสาย Director’s Fortnight ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างกว้างขวางจากนักวิจารณ์ว่าเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในรอบหลายปีด้วย อีกทั้งยังกลายมาเป็นภาพยนตร์ Live Action ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ทำรายได้สูงกว่า 2,150 ล้านบาท ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ในงานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 98 ด้วย
