เมื่อมนุษย์ต่างดาวที่อาจไม่ได้มาจากดาวดวงอื่นหนังตลกร้ายเรื่องใหม่ของ ยอร์กอส ลานธิมอส
Bugonia เป็นหนังแนวตลกร้าย-ระทึกขวัญเรื่องใหม่ของ ยอร์กอส ลานธิมอส (Yorgos Lanthimos) ผู้กำกับสายดาร์กคอเมดีเจ้าของผลงานอย่าง Poor Things (2023), The Favourite (2018) และ The Lobster (2015) หนังเล่าเรื่องราวของ มิเชล ฟูลเลอร์ (Michelle Fuller) ซีอีโอสาวบริษัทใหญ่ได้ถูกชายสองคนลักพาตัวไปเพราะเชื่อว่าเธอเป็นมนุษย์ต่างดาวที่วางแผนทำลายโลก นำแสดงโดย เอ็มมา สโตน (Emma Stone) และ เจสซี พลีมอนส์ (Jesse Plemons) โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์เกาหลีใต้ปี 2003 เรื่อง ‘Save the Green Planet!’ ของ จาง จุนฮวาน (Jang Joon-Hwan)
Bugonia ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่รอบ World Premiere ที่ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส (Venice Film Festival) โดยได้รับ การยืนปรบมือจากผู้ชมอย่างยาวนานถึง 6 นาทีเต็ม ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงพลังของงานกำกับและฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมของนักแสดงนำทั้งสองคน โดยเฉพาะ เอ็มมา สโตน ที่ถูกจับตามองอย่างมากในการรับบทนำที่ท้าทายนี้ นอกจากนี้ Bugonia ยังได้รับรางวัล Green Drop Award จากเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ซึ่งมอบให้กับภาพยนตร์ที่นำเสนอประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างโดดเด่นและสร้างสรรค์อีกด้วย
การผูกโยงเรื่องราวเข้ากับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ โดยชื่อภาพยนตร์ ‘Bugonia’ นั้นสื่อถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เชื่อกันในสมัยโบราณว่า ผึ้งสามารถเกิดขึ้นได้เองจากซากวัวที่ตายแล้ว ซึ่งเป็นคำที่ผูกติดอยู่กับ เท็ดดี หนึ่งในตัวละครที่ลักพาตัวซีอีโอสาว ที่มีอาชีพเป็นนักเลี้ยงผึ้งที่มีความผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
ความเชื่อของตัวละครที่ว่ามิเชลคือมนุษย์ต่างดาวที่ต้องการทำลายโลก จึงไม่ได้มุ่งเป้าไปเพียงแค่มนุษย์ แต่ยังรวมถึง ‘ความพินาศของระบบนิเวศ’ ด้วย เขาคือตัวแทนของกลุ่มคนที่รู้สึกว่าโลกกำลังเผชิญกับ ‘หายนะทางสภาพภูมิอากาศ’ และ ‘การทำลายล้างทางสิ่งแวดล้อม’ ที่เกิดจากการกระทำของกลุ่มผู้มีอำนาจและองค์กรขนาดใหญ่ การที่เขาเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวคือผู้อยู่เบื้องหลังก็เปรียบเสมือนการกล่าวโทษต่ออำนาจที่มองไม่เห็นที่กำลังทำลายล้างโลกของเขาและผึ้งอันเป็นที่รัก
ดังนั้น คำว่า ‘มนุษย์ต่างดาว’ อาจไม่ได้หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่มาจากนอกโลกเสมอไป แต่อาจหมายถึง ‘การกระทำที่ไม่เหมือนมนุษย์’ หรือความโหดร้ายที่เกินกว่าจะหาเหตุผลได้ ซึ่งถูกนำเสนอผ่านบทบาทของซีอีโอที่ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของ ชนชั้นสูงที่เย็นชาและไร้มนุษยธรรม การดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นผลกำไรสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อโลกและชีวิตผู้อื่น ทำให้เธอถูกมองว่าเป็น ‘สิ่งแปลกปลอม’ หรือภัยคุกคามที่กำลังนำมาซึ่งการล่มสลายของโลกใบนี้
ภาพยนตร์จึงตั้งคำถามในทำนองจิกกัดว่า “จำเป็นด้วยหรือที่มิเชลจะต้องมาจากนอกโลกจริงๆ เพื่อให้การกระทำของเธอถูกจัดว่าเป็นการทำลายล้างและเป็นภัยต่อมนุษยชาติ?”
แล้วไปไขข้อสงสัยนี้ได้พร้อมกัน 6 พฤศจิกายน นี้ ในโรงภาพยนตร์
