เมื่อเสียงเชียร์ทำให้เรามั่นใจเกินจริง ย้อนดู ‘Florence Foster Jenkins’ หนังที่อธิบายทฤษฎี Dunning-Kruger Effect ที่ทำให้คนบางคนส่งเสียงดัง
จากประเด็นของอินฟลูฯ ท่านหนึ่งที่เชื่อว่าตนได้อุทิศตัวทำงานเพื่อสังคมมากกว่าคนอื่นในช่วงที่ผ่านมา พาเรานึกถึงทฤษฎีทางจิตวิทยาหนึ่งที่เรียกว่า ‘Dunning-Kruger Effect’ มันคือปรากฏการณ์อคติทางปัญญาที่ทำให้คนที่มีความรู้หรือความสามารถต่ำในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มักจะประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินจริง เนื่องจากขาดความรู้และทักษะในการตระหนักรู้ว่าตนเองไม่รู้
ว่าแต่ทำไมเราถึงนึกถึงสิ่งนี้?
เพราะความสำเร็จจากการเป็น ‘ฮีโร่ของคนตัวเล็ก’ และเสียงเชียร์แฟนคลับในหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้บางคนก็มั่นใจในความสามารถของตัวเองอย่างมาก แต่ปัญหาก็คือ เขากำลังนำชุดทักษะและความมั่นใจเดิมนั้น มาใช้กับปัญหาที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง แม้จะด้วยเจตนาดี ทว่าปัญหาอันละเอียดอ่อนบางอย่าง เช่นปัญหาระหว่างพรมแดนของประเทศไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยพลังของอินฟลูเอนเซอร์ เพราะมันคือพื้นที่เปราะบางที่ต้องอาศัยทักษะการทูตและการดำเนินงานผ่านช่องทางและแบบแผนที่เป็นทางการ การใช้วิธีการแบบจัดม็อบชนม็อบ หรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ยั่วยุนั้นอาจเป็นเชื้อไฟที่จุดประกายความตึงเครียดระหว่างประเทศ ทำลายความพยายามทางการทูตที่ดำเนินอยู่ และที่เลวร้ายที่สุด คืออาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้คนในพื้นที่โดยตรง
อ่านถึงตรงนี้แล้วอาจจะตึงเครียดกันไปสักหน่อย แต่ถ้าจะอธิบายถึงปรากฏการณ์ ‘Dunning-Kruger Effect’ ให้เป็นความบันเทิงขึ้นมา ก็ต้องขอหยิบยกภาพยนตร์เรื่อง ‘Florence Foster Jenkins’ มาพูดกันหน่อย เพราะนี่คือหนังที่ถ่ายทอดปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน ขบขัน และน่ารักที่สุด
‘Florence Foster Jenkins’ (2016) คือภาพยนตร์ชีวประวัติ-คอเมดี ดราม่า กำกับโดย สตีเฟน เฟรียร์ส (Stephen Frears) สร้างจากเรื่องจริงของ ฟลอเรนซ์ ฟอสเตอร์ เจนกินส์ สตรีสูงศักดิ์ชาวนิวยอร์กในช่วงทศวรรษที่ 1940 ผู้รักในเสียงดนตรีและอุปถัมภ์วงการศิลปะในนิวยอร์ก เธอมีความใฝ่ฝันอันแรงกล้าที่จะเป็นนักร้องโอเปรา ทว่าเสียงเธอนั้นเพี้ยนขั้นสุด และที่สำคัญเธอดันไม่รู้ตัวซะด้วย
ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดยนักแสดงมากฝีมืออย่าง ‘เมอรีล สตรีป’ (Meryl Streep) ในบท ‘ฟลอเรนซ์’ ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ร่วมกับ ‘ฮิวจ์ แกรนต์’ (Hugh Grant) ในบท ‘เซนต์ แคลร์ เบย์ฟิลด์’ สามีและผู้จัดการส่วนตัวของเธอ และ ‘ไซมอน เฮลเบิร์ก’ (Simon Helberg) ในบท ‘คอสเม แม็คมูน’ นักเปียโนผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องบรรเลงไปพร้อมกับเสียงร้องของเธอ
ถ้าใครเคยดูหนังเรื่องนี้ เราเชื่อเลยว่าคุณน่าจะมีความหลายความรู้สึก ทั้งตลก, เอ็นดู, สงสาร, ทราบซึ้งและอาจจะฉงนว่าเป็นไปได้อย่างไรที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองร้องเพลงได้แย่ขนาดนั้น? สิ่งนี้เองมันคือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Dunning-Kruger Effect
Dunning-Kruger Effect ไม่ได้เกิดจากการมีความมั่นใจมากเกินไป แต่เป็นเพราะว่าขาด ‘Metacognition’ หรือการเฝ้าดูการรับรู้ของตนเอง พูดง่ายๆ คือไม่เก่งพอที่จะรู้ว่าตัวเองไม่เก่ง ทักษะที่จำเป็นในการทำสิ่งหนึ่งให้ดี มักจะเป็นทักษะเดียวกับที่ใช้ประเมินว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดี เมื่อขาดทักษะข้อแรกไป ก็ย่อมขาดทักษะข้อที่สองไปด้วย
เหมือนที่ฟลอเรนซ์ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเสียงของตัวเองตรงหรือผิดคีย์ เธอขาดทักษะการฟังเพื่อประเมินเสียง ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับนักร้อง เมื่อเธอขาดทักษะพื้นฐานนี้ไป เธอก็ไม่สามารถรับรู้ถึงความผิดพลาดของตนเองได้ ดังฉากที่เธอนั่งฟังเทปเสียงของตัวเองด้วยความพึงพอใจ แม้ว่าความเป็นจริงมันจะห่วยแตกมากก็ตาม
มากไปกว่านั้น เธอยังได้รับการหล่อเลี้ยงและปกป้องจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะสามี ‘เซนต์ แคลร์ เบย์ฟิลด์’ ที่ทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างโลกที่สวยงามให้ฟลอเรนซ์ได้ทำตามความฝันโดยไม่ต้องรับรู้ความจริงอันโหดร้าย ทั้งติดสินบนนักวิจารณ์ จ้างผู้ชมที่คัดเลือกมาอย่างดีและคอยกำจัดทุกคนที่อาจจะหัวเราะเยาะเสียงร้องของเธอ นั่นทำให้เธอยิ่งประเมินตนเองผิดพลาดหนักเข้าไปอีก
กรณีของอินฟลูฯ คนดังก็อาจคล้ายกัน แต่มันยิ่งใหญ่และทรงพลังกว่าของฟลอเรนซ์มาก มันไม่ได้ถูกสร้างจากใครคนเดียว แต่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากโซเชียลมีเดีย, เสียงเชียร์, ยอดไลก์, ยอดแชร์ ทำหน้าที่เหมือนผู้ชมที่ถูกจ้างมาของฟลอเรนซ์ ที่คอยปรบมือให้กับทุกการกระทำ ไม่ว่าจะ ‘เพี้ยน’ หรือ ‘เสี่ยง’ แค่ไหนก็ตาม ทำให้ยากที่จะเกิดการทบทวนหรือประเมินตนเองอย่างถี่ถ้วน
อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังตลกที่ล้อเลียนเสียงร้องของฟลอเรนซ์ แต่ยังนำเสนอแง่มุมที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความฝัน ความรัก และการปกป้องคนที่เรารัก หนังตั้งคำถามว่า ‘การโกหกสีขาว’ (White Lie) เพื่อรักษาความสุขของใครสักคนเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และพาผู้ชมไปสำรวจความสัมพันธ์อันซับซ้อนแต่เปี่ยมด้วยความรักของฟลอเรนซ์และเบย์ฟิลด์
ทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมาก็เพื่อจะสื่อว่า เรื่องราวของฟลอเรนซ์อาจนำเสนอ Dunning-Kruger Effect ในแง่มุมที่น่ารัก น่าขบขัน แต่ในบางกรณีมันคือสัญญาณเตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่ากังวลได้เช่นกัน เมื่อมันถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นที่ไร้การตรวจสอบ และถูกขยายโดยพลังของโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้มุ่งเป้าที่จะตัดสินตัวบุคคลแต่อย่างไร แต่ชี้ชวนให้สังคมตั้งคำถามในฐานะ ‘ผู้ชม’ ว่าเรากำลังทำหน้าที่อะไรอยู่? เรากำลังปรบมือให้กับทุกการกระทำที่ดูเหมือน ‘กล้าหาญ’ ในสถานการณ์อ่อนไหวของบ้านเมืองโดยขาดการไตร่ตรองถึงความเหมาะสม และไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่กำลังจะตามมาอยู่หรือเปล่า?
