ไม่แพ้ Oppenheimer 5 หนังชีวประวัติยุคสงคราม ผู้สร้างวิทยาการเปลี่ยนโลก
เมื่อไม่นานมานี้ ‘Oppenheimer’ ภาพยนตร์ชีวประวัติของ โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer) ชายผู้ให้กำเนิดระเบิดนิวเคลียร์ กำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน ได้สตรีมมิงทาง Netflix อย่างเป็นทางการ หลังจากกลายเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในปี 2023 ไม่เพียงแต่ทำรายได้เกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ในบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่ยังคว้ารางวัลออสการ์ถึง 7 รางวัลในงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 96
สิ่งที่ทำให้ Oppenheimer ประสบความสำเร็จและเป็นที่พูดถึงนั้นส่วนหนึ่งเพราะเป็นภาพยนตร์ที่อิงจากเหตุการณ์จริงและบุคคลทางประวัติศาสตร์ มันทำหน้าที่เสมือนบทเรียนประวัติศาสตร์ในรูปแบบของความบันเทิง และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดของโลกก็ว่าได้ ก็ได้ให้กำเนิดบุคคลสำคัญจากหลากหลายแขนง เกิดวิทยาการและการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์มากมายที่เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นนอกจาก Oppenheimer แล้ว วันนี้เราจึงขอแนะนำอีก 5 ภาพยนตร์ที่อิงจากบุคคลจริงและเหตุการณ์จริงที่เกี่ยวข้องกับสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ที่จะพาคุณย้อนกลับไปสำรวจเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงผ่านสายตาของคนตัวเล็กที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ภาพยนตร์เหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนประวัติศาสตร์ แต่ยังบอกเล่าความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง บอกเลยว่าคอหนังสายประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาด!
The Wind Rises (2013)

The Wind Rises (2013) ภาพยนตร์แอนิเมชันจากค่าย Studio Ghibi ที่เล่าเรื่องราวอัตชีวประวัติของ โฮริโคชิ จิโร่ วิศวกรชาวญี่ปุ่นผู้ออกแบบเครื่องบินรบ Mitsubishi A6M Zero เครื่องบินของกองทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำกับโดย มิยาซากิ ฮายาโอะ ที่พาเราไปติดตามการเดินทางของจิโร่ ตั้งแต่วัยเด็กที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักบิน แต่เนื่องจากปัญหาทางสายตา จึงทำให้ความฝันนี้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เขาจึงเปลี่ยนความฝันสู่การเป็นวิศวกรเพื่อสร้างเครื่องบินที่งดงามที่สุดขึ้นมาให้ได้
การฉายภาพความโหดร้ายของสงครามเป็นเหมือนกับลายเซ็นของมิยาซากิอยู่แล้ว ภาพยนตร์แอนิแมชันเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ผู้กำกับได้บอกเล่าความโหดร้ายนี้ผ่านมุมมองของจิโร่และคาร์โปนี ผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างเครื่องบินรบทุกลำ
จากความฝันวัยเด็กของเด็กชายสองคนที่อยากจะเห็นมนุษย์บินได้ กลับกลายเป็นจุดกำเนิดของอาวุธสงครามอย่างมิได้เจตนา สะท้อนให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมในชัยชนะที่ทำให้ความฝันวัยเยาว์ของเขาทั้งสองต้องแปดเปื้อนไปด้วยกลิ่นคาวเลือดของผู้คน
Radioactive (2019)

Radioactive (2019) ภาพยนตร์กึ่งชีวประวัติของ มารี คูรี (Marie Curie) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลถึงสองครั้งในประวัติศาสตร์ ครั้งแรกในสาขาฟิสิกส์จากการค้นพบกัมมันตภาพรังสี และอีกหนึ่งในสาขาเคมี จากการค้นพบเรเดียมและโพโลเนียม ซึ่งถือเป็นผู้ปูพื้นฐานให้กับการเปลี่ยนโลกด้วยนิวเคลียร์ที่นำไปสู่ Manhattan Project ซึ่งปรากฏในหนังอย่าง Oppenheimer (2023) และ Fat Man and Little Boy (1989) ในเวลาต่อมา
แม้ว่าหนังจะไม่ได้เล่าเรื่องราวในไทม์ไลน์ของช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตรง แต่ก็มีความทะเยอทะยานที่จะทำให้คนดูเห็นถึงผลกระทบในอนาคตจากการค้นพบของเธอ เป็นเหมือนการทำให้เห็นจุดจบและจุดเริ่มต้นไปพร้อมๆ กัน ด้วยการใช้ฉากแฟลชฟอร์เวิร์ด ฉากในชีวิตของมารีถูกถักทอเข้ากับฉากเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา เช่น การฉายรังสีรักษาแบบลำแสงภายนอกที่โรงพยาบาลในเมืองคลีฟแลนด์ในปี 1956 การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ การทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ในรัฐเนวาดา ปี 1961 และภัยพิบัติเชอร์โนบิลในปี 1986
ภาพสุดท้ายของหนังคือภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นมารี คูรี ขณะเข้าร่วมการประชุม Solvay Conference ในปี 1927 ร่วมกับนักฟิสิกส์ระดับโลกคนอื่นๆ รวมถึง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ทำให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของบุคคลสำคัญด้านวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าสิ่งที่ตนค้นพบจะสร้างประโยชน์หรือสร้างโทษแก่มวลมนุษยชาติในเวลาข้างหน้าได้อย่างไร
The Imitation Game (2014)

The Imitation Game (2014) ในโลกของสงคราม บางครั้งอาวุธที่เปลี่ยนโลกไม่ใช่ปืนหรือระเบิด แต่เป็นสมองและรหัสลับที่ไม่มีใครเข้าใจ The Imitation Game คือภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดชีวิตของอลัน ทัวริง (Alan Turing) นักคณิตศาสตร์และนักเข้ารหัสชาวอังกฤษ ผู้พัฒนาเครื่องจักรถอดรหัส Enigma ของนาซี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เร็วกว่าที่ควรจะเป็นถึง 2-4 ปี
เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพนาซีใช้เครื่อง Enigma ในการเข้ารหัสข้อความทางทหาร และอังกฤษต้องหาทางถอดรหัสนี้ให้ได้ ทัวริงและทีมงานของเขาที่ Bletchley Park ได้รับมอบหมายงานที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่แทนที่จะใช้วิธีดั้งเดิม ทัวริงกลับเสนอแนวทางใหม่ คือการสร้างเครื่องจักรที่สามารถถอดรหัสของเครื่องจักรได้ ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นต้นแบบของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ เครื่องต้นแบบของเขามีชื่อว่า Christopher ตามชื่อเพื่อนรักในวัยเด็กที่เป็นแรงบันดาลใจ
แม้จะเป็นฮีโร่ของชาติ แต่ชีวิตของอลัน ทัวริงไม่ได้จบลงด้วยคำสรรเสริญ เขาเป็นเกย์ในยุคที่รักร่วมเพศยังถือว่าผิดกฎหมายในอังกฤษ ถูกดำเนินคดี และบังคับให้เข้ารับการบำบัดด้วยฮอร์โมน ส่งผลให้เขาต้องปลีกตัวและจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายในปี 1954
ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่เพียงเล่าความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้สงครามสิ้นสุดเท่านั้น แต่ยังตีแผ่ความอ่อนไหว ความหวาดระแวง และความเปลี่ยวเหงาของอัจฉริยะผู้กอบกู้โลก แต่กลับจากไปอย่างไร้ศักดิ์ศรีเพียงเพราะแค่ความแตกต่าง
Anthropoid (2016)

Anthropoid (2016) สิ่งที่เป็นนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่การค้นพบสิ่งใหม่หรือไขรหัสลับอะไร หากเป็นสิ่งที่เรียกว่ากลยุทธ์การวางแผนลอบสังหารผู้นำระดับสูงของพรรคนาซีที่ถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการต่อต้านนาซีที่กล้าหาญที่สุดของสงครามโลกครั้งที่ 2
‘Anthropoid’ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงของปฏิบัติการ Anthropoid ที่เกิดขึ้นในปี 1942 โดยมีเป้าหมายคือ ลอบสังหารไรน์ฮาร์ด ไฮย์ดริช (Reinhard Heydrich) มือขวาของฮิตเลอร์, หัวหน้ากองกำลัง SS และหนึ่งในผู้วางแผน ‘Final Solution’ หรือแผนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
ตัวหลักของเรื่องนี้คือ Josef Gabčík และ Jan Kubiš เป็นเจ้าหน้าที่ทหารเช็ก-สโลวักที่ถูกส่งกลับมายังกรุงปราก โดยรัฐบาลพลัดถิ่นของเชโกสโลวาเกียที่ลี้ภัยอยู่ในอังกฤษ ซึ่งภารกิจของพวกเขาคือการโค่นล้มเผด็จการในบ้านเกิด และเป้าหมายแรกคือไฮย์ดริช เมื่อสังหารสำเร็จพวกเขาต้องหลบซ่อนอยู่ในโบสถ์เมื่อถูกล้อมโดยกองกำลังเยอรมัน ทั้งคู่ต่อสู้อย่างกล้าหาญจนกระสุนหมด และตัดสินใจยิงตัวตาย เพื่อไม่ให้ถูกจับ ถือเป็นหนึ่งในตอนจบที่โศกเศร้าและสะเทือนใจที่สุดในหนังสงครามยุคใหม่
Anrhropoid เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับคำชื่นชมด้านความสมจริงทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากสร้างจากเหตุการณ์จริงแทบทั้งหมด โดยอิงจากบันทึกและพยานซึ่งถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดประเด็นความขัดแย้งทางศีลธรรมในสงครามให้คนดูได้เห็นถึงจุดจบอันน่าเศร้า และเหตุการณ์การลอบสังหารนี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกตะวันตกเริ่มให้ความสนใจต่อความโหดร้ายของระบอบนาซีมากขึ้นในเวลานั้น
Hidden Figures (2016)

Hidden Figures (2016) คือเรื่องราวจริงของหญิงแอฟริกัน-อเมริกัน 3 คน ได้แก่ แคทเธอรีน จอห์นสัน, แมรี แจ็กสัน และโดโรธี วอห์น แต่ละคนล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และทำงานอยู่เบื้องหลังการส่งมนุษย์อวกาศของ NASA ในยุค 1960s ซึ่งเป็นยุคหลังสงครามที่เต็มไปด้วยการแบ่งแยกเชื้อชาติและเพศ
แม้จะเป็นภาพยนตร์อัตชีวประวัติที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงสงครามโดยตรง แต่ก็เป็นหนังที่สะท้อนให้เราเห็นถึงผลสืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ทั้งในด้านการเมือง เทคโนโลยี และโครงสร้างทางสังคมในสหรัฐฯ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตเข้าสู่ช่วงสงครามเย็น นำไปสู่การแข่งขันด้านอวกาศ (Space Race) ที่เกิดขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจนี้อันเป็นผลจากความตึงเครียดหลังสงคราม และนำไปสู่การก่อตั้ง NASA นับเป็นช่วงเวลาที่หญิงทั้ง 3 คนใน Hidden Figures มีบทบาทสำคัญ เพราะพวกเธอเป็นผู้คำนวณวงโคจร และนับไปสู่ยุคเริ่มต้นของเทคโนโลยีอวกาศ
นอกจากภาพยนตร์ที่ทำให้เราเห็นจุดเริ่มต้นก็เทคโนโลยีอวกาศ หนังยังสะท้อนความจริงที่ว่าแม้สงครามโลกครั้งที่ 2 จะเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงและคนผิวดำเข้าทำงานในภาคอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์แล้ว แต่หลังสงครามสิ้นสุด ความไม่เท่าเทียมยังคงอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่หนังนำเสนอ
