19 สิงหาคม สุขสันต์วันเกิด ‘Matthew Perry’ เพื่อนผู้มอบเสียงหัวเราะให้กับเราเสมอมา

“ผมแชนด์เลอร์ครับ ผมจะเล่นมุกเวลาทำตัวไม่ถูก”

“ฉันให้คำแนะนำไม่เก่ง เธออยากได้คำเสียดสีแทนไหม?”

สำหรับแฟนซีรีส์ ‘Friends’ เมื่อพูดถึงตัวละคร ‘แชนด์เลอร์ บิง’ อาจมีหลายๆ คนคิดเหมือนกันว่า นี่น่าจะเป็นประโยคจากซีรีส์ที่นิยามตัวตนของแชนด์เลอร์ได้เป็นอย่างดีเลย เพราะอย่างที่รู้กันว่าคาแรกเตอร์ของแชนด์เลอร์ที่รับบทโดย ‘แมทธิว เพอร์รี’ (Matthew Perry) นั้นเป็นทั้งตัวละครสุดฮาและยอดนักเสียดสีเลยก็ว่าได้

แต่ในขณะเดียวกัน ตลอดระยะเวลาการออนแอร์ซีรีส์กว่า 10 ปี 10 ซีซัน แชนด์เลอร์ก็ยังเป็นเสมือน ‘เพื่อนสนิท’ นอกจอที่เราคุ้นเคยและเติบโตมาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นจากภาพจำของการแชร์เก้าอี้เอนหลัง การเลี้ยงเป็ดกับลูกไก่ในห้องพัก หรือแม้กระทั่งการยอมเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกล่องไม้เพื่อไถ่โทษ และพิสูจน์มิตรภาพกับเพื่อนสนิทอย่างโจอี ล้วนเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ หรือแม้กระทั่งในมิติของความรัก คู่รักอย่าง ‘มอนด์เลอร์’ ก็ยังเป็นความสัมพันธ์ที่มั่นคงและอบอุ่นที่สุดคู่หนึ่งบนจอแก้ว เมื่อความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับโมนิกาได้เติบโตไปสู่การแต่งงานอย่างเป็นธรรมชาติ

สิ่งที่ทำให้แชนด์เลอร์กลายเป็นไอคอนิกแห่งยุค 90s คือลีลาการส่งบทที่เป็นธรรมชาติ การเว้นจังหวะ และน้ำเสียงประชดประชันอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง “Could I be more…?” ไม่ว่าจะเป็นผู้ชมในยุค 90s ที่เฝ้ารอหน้าจอทีวีทุกคืนวันพฤหัสบดี หรือคนรุ่นใหม่ที่สตรีมดูซ้ำในวันนี้ ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงความสุขและความอบอุ่นในแบบเดียวกัน

แต่เบื้องหลังรอยยิ้มเหล่านั้น แชนด์เลอร์กลับเป็นตัวละครที่มีบาดแผลทางใจและเปราะบางที่สุดในกลุ่มเพื่อน เฉกเช่นเดียวกับชีวิตจริงของ ‘แมทธิว เพอร์รี’ ผู้สวมบทบาทนี้ ที่ความรู้สึกภายในแทบไม่ต่างกันเลย

ย้อนกลับไปในปี 1994 เมื่อบทซิตคอม Friends ที่มีชื่อเดิมว่า ‘Friends Like Us’ ถูกส่งมาถึงมือเพอร์รี ‘แชนด์เลอร์’ ก็เป็นเหมือนตัวแทนชีวิตจริงของเขา ดังเช่นที่เพอร์รีเคยกล่าวไว้ว่า “มันไม่ใช่ว่าผมคิดว่าผมจะเล่นเป็นแชนด์เลอร์ได้ แต่ผมคือแชนด์เลอร์เลยต่างหาก”

นอกจากนี้ในตอนที่เขาอ่านบทเขายังรู้สึกอีกด้วยว่า “มันเหมือนกับว่ามีคนคอยเดินตามผมมาตลอดทั้งปี ขโมยมุกตลก เลียนแบบท่าทาง และถอดแบบมุมมองชีวิตที่เหนื่อยหน่ายต่อโลกแต่แฝงไว้ด้วยไหวพริบของผมไป” 

เพราะในชีวิตจริง เพอร์รีเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้างตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก การต้องอยู่ตามลำพังทำให้เขาค้นพบว่า ‘ความตลกและอารมณ์ขัน’ คือเครื่องมือในการเอาตัวรอดจากความเงียบเหงา ถึงแม้เขาจะเคยเป็นนักกีฬาเทนนิสเยาวชนที่มีแววโดดเด่นในแคนาดา แต่เมื่อย้ายไปอยู่กับพ่อที่ลอสแอนเจลิสเมื่ออายุ 15 ปี แรงกดดันจากการแข่งขันก็ทำให้เขาตัดสินใจหันหลังให้คอร์ตเทนนิส แล้วเบนเข็มสู่วงการบันเทิง ด้วยความหวังว่าวงการฮอลลีวูดจะช่วยเยียวยาความแตกสลายในจิตใจให้หมดสิ้นไป

จนเมื่อซีรีส์ ‘Friends’ ประสบความสำเร็จ เขาได้ค่าตัวที่สูงถึง 1.1 ล้านดอลลาร์ต่อตอน หรือแม้เขาจะเคยปรารถนาชื่อเสียงมากเพียงใด แต่สิ่งที่ตามมาคือความกดดันมหาศาล ทุกการแสดงสดต่อหน้าผู้ชมกลายเป็นเรื่องทรมาน เพอร์รียอมรับว่าเขาจะสติแตก หากมุกตลกที่ปล่อยออกไปไม่ได้ยินเสียงหัวเราะกลับมา

นอกจากนี้ ความไม่มั่นคงในจิตใจยังตามไปหลอกหลอนแม้กระทั่งในชีวิตรัก แม้จะได้คบหากับดาราสาวชื่อดังอย่าง ‘จูเลีย โรเบิร์ตส์’ แต่เขาก็ยังคิดเสมอว่า ‘ตัวเองยังดีไม่พอ’ และความกลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง ทำให้เพอร์รีเลือกชิงบอกเลิกเธอเสียก่อน เพื่อหนีความเจ็บปวดที่เขาคิดไปเองว่าจะต้องเกิดขึ้น

และแล้วความกลัวว่าจะไม่ตลก กลัวว่าจะล้มเหลว และกลัวว่าจะไม่เป็นที่รัก ทำให้เขาต้องหันไปพึ่งพาวอดก้า ยาแก้ปวด และสารเสพติดชนิดต่างๆ เพื่อทำให้ความวิตกกังวลในจิตใจหายไป

แต่เมื่อปัญหาเริ่มบานปลายจนส่งผลกระทบต่อชีวิต กลุ่มเพื่อนนักแสดงจาก Friends ก็พร้อมใจกันยื่นมือเข้ามาโอบกอดและช่วยเหลือ โดยจัดหาผู้ดูแลมาประกบข้างกายในกองถ่าย เพื่อประคับประคองให้เขาก้าวเข้าสู่การบำบัด แต่จนแล้วจนรอด เขาต้องเจอกับปัญหาสุขภาพทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่นานถึงถึง 7 ชั่วโมง และโคม่านานกว่า 2 สัปดาห์

การเฉียดตายครั้งนั้น พร้อมด้วยบทเรียนราคาแพงจากการเข้าร่วมกลุ่มฟื้นฟูกว่า 6,000 ครั้ง และการเข้าออกสถานบำบัดไม่ต่ำกว่า 15 ครั้ง กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เพอร์รีรับรู้ได้ว่า บาดแผลและแผลเป็นในชีวิตของเขาสามารถเปลี่ยนเป็นแสงสว่างเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คนอื่นได้

ในปี 2012 เพอร์รีตัดสินใจเปลี่ยนคฤหาสน์ริมหาดมาลิบูของตนเองให้กลายเป็น ‘เพอร์รี เฮาส์’ (Perry House) สถานพักฟื้นเพื่อการใช้ชีวิตแบบปลอดสิ่งเสพติด จนได้รับรางวัลเกียรติยศ ‘Champion of Recovery Award’ จากทำเนียบขาวในปี 2013 นอกจากนี้ เขายังเลือกที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมดโดยไม่ห่วงภาพลักษณ์ดาราดัง ผ่านหนังสืออัตชีวประวัติ ‘Friends, Lovers, and the Big Terrible Thing’ เพราะสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุด คือการได้ยื่นมือออกไปช่วยใครสักคนที่กำลังตกอยู่ในหลุมดำแบบเดียวกัน และอยากให้โลกจดจำเขาในฐานะ ‘คนที่คอยช่วยเหลือผู้อื่นให้ก้าวพ้นจากสารเสพติด’ มากกว่าการเป็นดาราตลก

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาพจำของ ‘แชนด์เลอร์ บิง’ และตัวตนของ ‘แมทธิว เพอร์รี’ ก็ได้ทับซ้อนจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ในขณะที่แชนด์เลอร์ทำให้ผู้ชมได้หัวเราะไปกับความเคอะเขินและความไม่สมบูรณ์แบบในตัวเอง ชีวิตจริงของเพอร์รีก็ได้สอนให้เห็นถึงความกล้าหาญในการยอมรับความบกพร่อง การลุกขึ้นสู้ใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลังในการโอบอุ้มผู้อื่น

ในวันนี้ถึงแม้เพอร์รีจะจากเราไปแล้ว แต่การมีอยู่ของ ‘Friends’ ก็ทำให้เราได้เห็นแชนด์เลอร์ยังคงปล่อยมุกตลกและสร้างรอยยิ้มให้เราไปตลอด และทำให้เพอร์รียังคงอยู่ในใจของผู้คนอย่างแท้จริง ในฐานะการเป็น ‘ผู้ให้’ ที่ยังคงส่งต่อความหวังผ่านมูลนิธิแมทธิว เพอร์รี เสมอมา

ในวาระวันคล้ายวันเกิด 19 สิงหาคม นี้ จึงเปรียบเสมือนการขอบคุณมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งผู้ซื่อสัตย์ต่อความเจ็บปวดของตนเอง และเลือกที่จะมอบทั้งเสียงหัวเราะและหัวใจให้กับคนทั้งโลก

เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ทั้งบนหน้าจอโทรทัศน์หรือในความทรงจำทั้งเพอร์รีและแชนด์เลอร์ก็จะยังคงเป็น ‘เพื่อน’ ที่คอยอยู่เคียงข้างพวกเราตลอดไป