25 ปีแห่งวันฝันสลาย ‘Requiem for a Dream’ ฝันร้ายที่ยังติดตรึงใจผู้ชมตลอดกาล

หากคุณเป็นแฟน ‘Breaking Bad’ ซีรีส์แนวอาชญากรรมยาเสพติดที่กลายเป็นภาพจำของ Drug Movies แห่งยุค แน่นอนว่าคุณย่อมคุ้นเคยกับฉาก ‘Cooking Montage’ หรือฉากปรุงยาในตำนาน ที่ตัดต่ออย่างรวดเร็ว มีสไตล์ เคล้าคลอด้วยดนตรีสุดเท่ แต่รู้หรือไม่ว่าภาษาภาพยนตร์ที่จัดจ้านและเปี่ยมสไตล์นี้ เมื่อ 25 ปีที่แล้ว มันถูกใช้เพื่อตีแผ่ฝันร้ายอันหดหู่มาแล้ว ผ่านภาพยนตร์ที่บุกเบิกการถ่ายทอด ‘นรกของการเสพติด’ ได้อย่างน่าสลดที่สุดเรื่องหนึ่ง

ย้อนกลับไปปลายเดือนตุลาคม ปี 2000 ‘Requiem for a Dream’ ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์อเมริกาเป็นครั้งแรก และเมื่อทุกคนออกมาจากโรงต่างก็พูดถึงมันในทิศทางเดียวกันว่า นี่คือภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม แต่เป็นประสบการณ์ที่หนักหนาเสียจนคนส่วนใหญ่ไม่กล้าทำใจดูซ้ำเป็นครั้งที่สอง

‘Requiem for a Dream’ (2000) ภาพยนตร์ดราม่าจิตวิทยา ผลงานกำกับลำดับที่ 2 ของ ‘ดาร์เรน อโรนอฟสกี’ (Darren Aronofsky) ซึ่งดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันที่เขียนโดย ‘ฮิวเบิร์ต เซลบี จูเนียร์’ (Hubert Selby Jr.) เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนังเกี่ยวกับการเสพติดที่ชวนดำดิ่ง หดหู่ และเจ็บปวดด้วยวิธีการนำเสนอที่จัดจ้านที่สุด

สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง เป็นเพราะ Requiem for a Dream นำเสนอภาพ ‘การเสพติด’ ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยา, โทรทัศน์, การลดความอ้วน หรือแม้แต่การไล่ตาม ‘ความฝันแบบอเมริกัน’ (American Dream) ในยุค 80s ที่เศรษฐกิจอเมริกาซบเซาและผู้คนใช้ชีวิตแบบหมดไปวันต่อวัน ด้วยเทคนิคการถ่ายและตัดต่อที่บรรจงโจมตีโสตประสาทของคนดูเต็มๆ เพื่อดึงผู้ชมเข้าไปสู่สภาวะจิตใจที่พังทลายของตัวละคร

หนังเล่าผ่านตัวละครหลัก 4 ตัวที่ความฝันและความหวังของพวกเขาถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง โดยเรื่องราวถูกแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ‘Summer’ ฤดูแห่งความหวัง, ‘Fall’ ฤดูแห่งการเริ่มต้นปัญหา และ ‘Winter’ ฤดูแห่งความล่มสลายอย่างสมบูรณ์

ภาพยนตร์ติดตามชีวิตของแม่หม้าย ‘ซารา โกลด์ฟาร์บ’ (เอลเลน เบอร์สติน) ที่เริ่มติดยาลดความอ้วนในความพยายามที่จะได้เป็นผู้เข้าแข่งขันในรายการเกมโชว์ทางโทรทัศน์ ในขณะเดียวกัน ‘แฮร์รี’ (จาเร็ด เลโท) ลูกชายของเธอ และไทโรน (มาร์ลอน เวย์นส์) เพื่อนสนิทของเขา ก็วางแผนที่จะรวยทางลัดด้วยการขายเฮโรอีน เมื่อทุกอย่างผิดแผน พวกเขาก็บีบคั้นให้ ‘แมเรียน’ (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี) แฟนสาวของแฮร์รี ต้องยอมค้าประเวณีเพื่อแลกกับยา เนื้อเรื่องวนเวียนดั่งน้ำวนแล้วก็ดูดพวกเขากดำดิ่งลงสู่ชะตากรรมอันน่าอัปยศอดสูในท้ายที่สุด

Requiem for a Dream โดดเด่นด้วยวิธีการเล่าที่เข้มข้น เซอร์เรียล และไม่ไยดีต่อความรู้สึกผู้ชม อโรนอฟสกีใช้ทุกเทคนิคในคลังแสงเพื่อดึงเราลงนรกไปพร้อมตัวละคร เขาใช้เทคนิค Tracking Shot ติดตามตัวละครเพื่อสร้างความรู้สึกเวียนหัว ไม่มั่นคง และรู้สึกแปลกแยกจากโลก หรือการตัดต่อแบบ Hip-Hop Montage ที่รวดเร็ว โดยปกติภาพยนตร์ทั่วไปมีการตัดต่ออยู่ที่ประมาณ 600-700 คัต แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้มากถึงประมาณ 2,000 คัต บวกกับการใช้ภาพโคลสอัปสุดขั้ว และเสียงที่เร่งเร้าอารมณ์อย่างหนักหน่วง ที่กลายมาเป็นอิทธิพลการตัดต่อ ‘Cooking Montage’ ของ Breaking Bad ซีรีส์อาชญากรรมยาเสพติดภาพจำอีกเรื่อง

เขายังเพิ่มเทคนิคอื่นๆ ทั้งการแบ่งจอ (Split Screens), การเร่งและชะลอภาพ, การเฟดภาพเป็นสีขาว, การ์ดข้อความ, การหมุนกล้อง, เลนส์ตาปลา, ภาพมุมกว้างพิเศษ, การทำภาพแตกเป็นพิกเซล และการจัดฉากแบบเหนือจริง (Surrealist Mises-en-scène) บวกกับเพลงประกอบหลักอย่าง ‘Lux Aeterna’ ผลงานของ ‘คลินต์ แมนเซลล์’ (Clint Mansell) ที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่คลอไปกับภาพ แต่ทำหน้าที่เร่งเร้า บีบคั้น และไต่ระดับความบ้าคลั่งไปพร้อมกับชะตากรรมของตัวละคร ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงประกอบอันเป็นที่จดจำมากที่สุดในยุค 2000s

องค์ประกอบและเทคนิคทั้งหมดทั้งมวลนี้ถูกใส่มาอย่างหนักหน่วง เสริมสร้างและ​​ขับเน้นความบิดเบี้ยวทั้งเรือนร่าง ประสาทสัมผัส และอารมณ์ของตัวละคร ซึ่งแน่นอนว่า มีคนดูไม่น้อยที่ต้องอาเจียนจากเทคนิคเหล่านี้เมื่อออกมาจากโรง

ในขณะที่ ‘Trainspotting’ (1996) เคยถูกวิจารณ์ว่าเชิดชูความเท่แบบ ‘Heroin Chic’ (ความเท่ของการติดเฮโรอีน) ‘Requiem for a Dream’ กลับถูกมองว่านำเสนอภาพการใช้สารเสพติดที่หดหู่อย่างไม่ปรานี แม้นักวิจารณ์บางคนจะมองว่ามัน ‘เกินจริง’ แต่โปรดิวเซอร์ก็ยืนยันว่านั่นก็เป็นเพราะว่า “มันไม่ใช่เรื่องจริง แต่มันคือเรื่องเหนือจริง (surreal)” ต่างหาก

อย่างไรก็ตาม Requiem for a Dream อาจถูกจัดให้อยู่ในแนวทางเดียวกับ The Great Gatsby (1925) และ Revolutionary Road (1961) ซึ่งเป็นผลงานที่ตีแผ่ด้านมืดอันโสมมของมายาคติแบบอเมริกัน รายการเกมโชว์ในสตูดิโอที่ซาราหลงใหล มันคือการปรุงแต่งความปีติยินดีที่จอมปลอม เธอยังเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของแม่บ้านทั้งรุ่นในยุค 1950s และ 1960s ที่ถูกมอมเมาด้วยยาบ้า (Amphetamines) อย่างง่ายดาย คุณจะเห็นการไขว่คว้าอย่างบ้าคลั่งเพื่อหายาวิเศษที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งมันคือทางลัดในการแก้ไขปัญหาแบบฉาบฉวย เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องมานั่งคิดถึงเป้าหมายในชีวิตนั่นเอง

เมื่อสังเกตผลงานที่ผ่านๆ มาของอโรนอฟสกี ไม่ว่าจะเป็น The Wrestler (2008), Black Swan (2010), Mother! (2017) หรือ The Whale (2022) เราจะเห็นว่ามีความหมกมุ่นกับการพาผู้ชมเข้าไปสำรวจสถานการณ์ที่สิ้นหวังทางอารมณ์ และทำให้คนดูแบกรับกับความรู้สึกที่ต้อง ‘ลดตัวลงมามอง’ (condescension) อย่างไม่น่าพิสมัยและเศร้าสลด เพื่อทำความเข้าใจผู้คนที่ถูกผลักให้ไปอยู่ชายขอบ

‘Requiem for a Dream’ เต็มไปด้วยฉากรุนแรงจนคว้าเรตติ้ง NC-17 มาครอง แต่ในขณะเดียวกันฉากเหล่านั้นก็บีบเราเข้าไปใกล้ชิดตัวละครอย่างแนบแน่น จนถึงจุดหนึ่ง ความเจ็บปวดและบาดแผลทางใจของพวกเขาก็ค่อยๆ ซึมซับเข้ามาในจิตสำนึกที่ทั้งทำให้เรารู้สึกอึดอัดคับข้องใจ หรือกระทั่งเหมือนถูกล่วงล้ำ

นี่จึงอาจอธิบายได้ว่าทำไมตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าคุณจะชื่นชมหรือชิงชัง Requiem for a Dream ยังคงเป็นมาตรฐานของความหดหู่ และเป็นฝันร้ายที่ติดตรึงอยู่ในจิตใจของผู้ชมตลอดกาล