3 เรื่องราวที่ควรรู้ก่อนดู ‘A Pale View of Hills’ ภาพยนตร์จากผู้เขียน Never Let Me Go

ถ้าคุณต้องเล่าบาดแผลในอดีตที่ปัจจุบันยังยากที่จะทำใจยอมรับ คุณจะเลือกเล่าความจริง หรือปรุงแต่งเนื้อหาเพื่อปกป้องตนเอง?

นี่คือคำถามสำคัญที่เป็นสารตั้งต้นของ ‘A Pale View of Hills’ ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันในปี 1982 ของ คาซูโอะ อิชิกุโร นักเขียนรางวัลโนเบลที่สะท้อนบาดแผลทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นผ่านตัวละครหญิง ผลงานกำกับภาพยนตร์โดย ‘เคย์ อิชิคาวะ’ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ฉายรอบเวิล์ดพรีเมียร์ไปแล้วในโปรแกรม ‘Un Certain Regard’ ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีที่ผ่านมา

‘A Pale View of Hills’ เล่าเรื่องราวของ ‘เอตสึโกะ’ (ฮิโรเสะ ซึสึ) หญิงวัยกลางคนชาวญี่ปุ่นที่ย้ายมาอาศัยอยู่ในลอนดอนหลังลูกสาวคนแรกของเธอฆ่าตัวตาย และในระหว่างนั้นเธอได้เผยอดีตครั้งที่ยังอาศัยอยู่ในนางาซากิในปี 1952 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลงและญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงครามให้กับ ‘นิกิ’ ลูกสาวคนที่สองผู้เป็นนักเขียนลูกครึ่งญี่ปุ่นและอังกฤษฟัง นั่นทำให้เธอต้องเปิดกล่องความทรงจำอันแสนเลือนลางออกอีกครั้ง

หนังได้รับการแสตนดิ้งโอเวชันยาวนาน 7 นาทีในคานส์เช่นเดียวกับได้รับเสียงชื่นชมในเทศกาล Bangkok International Film Festival 2025 ที่เพิ่งผ่านไปที่นักดูหนังพูดตรงกันว่าหนังถ่ายทอดบาดแผลของตัวละครออกมาได้อย่างลุ่มลึก ฉายภาพสงครามและผู้คนในฮิโรชิมาและนางาซากิช่วงที่โดนระเบิดปรมาณูและกัมมันตภาพรังสี ซึ่งนับว่าเป็นฝันร้ายของคนญี่ปุ่นออกมาได้อย่างเจ็บปวดและละเมียดละไม

ซึ่งใครที่พลาดหนังเรื่องนี้ในเทศกาล ‘A Pale View of Hills’ ก็กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไปในวันที่ 16 ตุลาคมนี้แล้ว และวันนี้  ‘BrandThink Cinema’ ขอพาทุกคนไปสำรวจ 3 เรื่องราวเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กัน

‘A Pale View of Hills’ เขียนโดย ‘คาซูโอะ อิชิกุโระ’ (Kazuo Ishiguro)  นักเขียนชาวญี่ปุ่น สัญชาติอังกฤษ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2017 ที่หลายคนอาจรู้จักเขาผ่านภาพยนตร์ซึ่งดัดแปลงจากนวนิยายรางวัล Booker Prize ของอิชิกุโระอย่าง ‘The Remains of the Day’(1993) นำแสดงโดย ‘แอนโทนี ฮ็อปกินส์ และ ‘เอ็มมา ทอมป์สัน’ หรือจากภาพยนตร์ดัดแปลงจากนวนิยายโรแมนติกดิสโทเปียเรื่อง ‘Never Let Me Go’ (2010) นำแสดงโดย ‘แครี่ มัลลิแกน’ ‘เคียร่า ไนท์ลีย์’ และ ‘แอนดรูว์ การ์ฟิลด์’

คาซูโอะ อิชิกุโระ เป็นนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่เกิดในเมืองนางาซากิ ช่วงที่อเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองแห่งนี้ ทำให้เขาต้องย้ายถิ่นฐานพร้อมครอบครัวมายังประเทศอังกฤษ และนั่นทำให้งานเขียนของเขาส่วนใหญ่เน้นไปที่การตั้งคำถามถึงภูมิหลังของตนเอง เขามักจะใช้ประสบการณ์ของตนเองใส่ลงไปในผลงานจนเกิดเป็นสำนวนการเล่าเรื่องในแบบของตนเอง โดยให้ความสำคัญกับความทรงจำ การระลึกถึงความหลัง ความสูญเสีย และความรู้สึกผิด โดยจะบอกเล่าผ่านตัวละครที่มองอดีตของตนอย่างพร่าเลือน ไม่ลำดับเวลาและเส้นเรื่อง มีเพียงฉากหลังที่ตัดกันของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกที่ชัดเจนพอให้ผู้อ่านสามารถยึดเกาะเพื่อเรียงร้อยปมความคลุมเครือในเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตนเอง

‘A Pale View of Hills’ เป็นนวนิยายเรื่องแรกที่ อิชิกุโระ เขียนในวัย 27 ปีเป็นผลงานที่เขาหยิบวิทยานิพนธ์สมัยเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งพูดถึงเหตุการณ์การทิ้งระเบิดปรมาณูในเมืองนางาซากิ มาพัฒนาโดยหยิบเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงครามที่แม่มักเล่าให้เขาฟังมาสร้างเป็นนวนิยายเรื่องนี้ เพื่อบันทึกความเจ็บปวดของคนรุ่นก่อนเอาไว้ ให้คนรุ่นราวคราวเดียวกันและคนรุ่นใหม่ได้รับรู้ถึงความจริงที่เคยเกิดขึ้นและส่งต่อเรื่องราวเหล่านั้น

[ภาพในอดีตที่เล่าผ่านเสียงคนยุคนี้] 

จากนวนิยายสู่ภสพยนตร์โดย ‘เคย์ อิชิคาวะ’ ผู้กำกับภาพยนตร์ที่เคยฝากผลงานการกำกับภาพยนตร์สร้างชื่ออย่างเรื่อง ‘A Man’ (2022) โดย อิชิคาวะ ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดยนำเรื่องเล่าของคุณยายของเขาใส่เข้าไปด้วย ทั้งนี้อิชิคาวะมองว่า ‘A Pale View of Hills’ ไม่ได้เน้นแค่เรื่องระเบิดปรมาณู นางาซากิ สงครามโลกครั้งที่สองเป็นแก่นหลักเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของบทบาททางเพศ สิทธิสตรี การอพยพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ร่วมสมัยและสามารถเชื่อมโยงไปกับผู้คนในยุคนี้ด้วย 

และเมื่อบวกกับเจตนาในการเขียนหนังสือของอิชิกุโระ อิชิคาวะจึงเขียนบทภาพยนตร์ที่แม้ว่า น้ำหนักของเรื่องราวส่วนใหญ่จะมาจากยุค 1950 ก็ตามแต่เขาไม่ได้ต้องการจะเล่าว่า ในช่วงเวลานั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะมองว่าอย่างไรเสียก็คงไม่สามารถถ่ายทอดความจริงได้ทั้งหมด อิชิคาวะจึงเลือกที่จะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านมุมมองของ ‘นิกิ’ (คามิลา เอโกะ) ตัวละครรุ่นลูกที่เติบโตในประเทศอังกฤษยุค 1980 เพื่อเป็นตัวแทนของผู้ชมในยุคปัจจุบันที่ส่วนมากมักจะรับรู้เรื่องราวในอดีตผ่านเสียงคนรุ่นปู่ย่าตายายเสียส่วนใหญ่ รวมถึงการเลือกเปิดและปิดภาพยนตร์เรื่องด้วยซิงเกิลเปิดตัวของวงดนตรีโพสต์พังก์สัญชาติอังกฤษจากเมืองแมนเชสเตอร์อย่างวง ‘New Order’ ที่มีชื่อว่า ‘Ceremony’ ก็มาจากปี 1981 เช่นกัน

[ความทรงจำ เสียงผู้หญิงและอิทธิพลที่ประกอบสร้างหนัง]

ไม่เพียงลงมือเขียนบทดัดแปลงภาพยนตร์ด้วยตนเอง แต่ เคย์ อิชิคาวะ ยังกำกับและตัดต่อ ‘A Pale View of Hills’ ฉบับภาพยนตร์ด้วยตนเอง และด้วยการดำเนินเรื่องที่เล่าผ่านความทรงจำของตัวละครในฉบับนวนิยายทำให้ผู้อ่านต้องติดอยู่กับความกึ่งจริงกึ่งฝันที่นับว่าเป็นเสน่ห์ของนวนิยายเรื่องนี้ ทำให้ อิชิคาวะ จึงการเล่าเรื่องเล่าด้วยวิธีการเดียวกัน เขาได้นำเอาวิธีการเล่าเรื่องที่ล้อไประหว่างความฝันกับความจริงในภาพยนตร์คลาสสิกอย่าง The Double Life of Véronique (1991) จากผู้กำกับ ‘คริสตอฟ คิโลว์สกี’ และ ‘Mulholland Drive’ (2001) กำกับโดยเจ้าพ่อทำหนังเซอร์เรียลอย่าง ‘เดวิด ลีนช์’ มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

เช่นเดียวกับที่ต้องการจะนำเสนอประเด็นสิทธิสตรี เสรีภาพของผู้หญิง ที่นับว่าในปัจจุบันก็ยังคงเป็นที่พูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง และภาพยนตร์ก็ยังต้องเล่าในมุมมองของผู้หญิงญี่ปุ่นในวัฒนธรรมตะวันตก นั่นแปลว่าเขาต้องทำความเข้าใจมุมมองของผู้หญิงออกมาให้มากที่สุดเพื่อถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศ สภาพสังคมและยุคสมัยออกมาได้อย่างละเอียดมากที่สุด โดยได้อิทธิพลมาจากหนังอย่าง ‘The Hours’ (2002) ภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงจากสามช่วงเวลา กำกับโดย ‘สตีเฟน ดัลดรี’ และเรื่องราวของ ‘Carol’ (2015) ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ ‘แพททริเซีย ไฮก์สมิธ’

ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้กลายมาเป็นกรณีศึกษาของ อิชิคาวะ ในเรื่องมุมมองผู้หญิง โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ผมไม่ต้องการเห็นผู้หญิงญี่ปุ่นหลังสงครามเดินตามหลังสามีของพวกเขา เพราะมันก็ไม่ได้จริงเสมอไป ผมมองไปที่คุณยายของผมเอง เธอเป็นคนที่มีอำนาจมาก แน่นอนว่ามีการกดขี่อยู่บ้าง แต่ผู้หญิงไม่ได้อ่อนแอเสมอไป เราต้องการให้ผู้หญิงมีชีวิตชีวามากที่สุด” เขาหวังว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์และมุมมองจากสายตาของชาวต่างชาติที่มีต่อผู้หญิงญี่ปุ่นในยุคนั้นได้นั่นเอง