Imperfect Dad but Perfect Love อาจจะไม่ใช่พ่อที่ดีที่สุด แต่ความรักของพ่อนั้นเป็นที่สุด รวม 5 หนังถ่ายทอดความรักของพ่อ

ในวาระวันพ่อของทุกปี เรามักคุ้นชินกับการสดุดีภาพลักษณ์ของ ‘พ่อ’ ที่เปรียบเสมือนซูเปอร์ฮีโร่ผู้แข็งแกร่ง เป็นเสาหลักที่ไม่เคยสั่นคลอน และเป็นผู้ที่แก้ไขได้ทุกปัญหา แต่ในความเป็นจริงของชีวิต คนที่ถูกมองว่าแข็งแรงที่สุดก็อาจจะไม่สามารถปกป้องลูกจากความเจ็บปวดของโลกใบนี้ได้เสมอไป ‘พ่อ’ อาจไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้น
และบางครั้งพ่อเองนั่นแหละที่เป็นคนสร้างบาดแผลให้ลูก แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความพยายามที่จะ ‘ซ่อมแซม’ และ ‘ส่งต่อ’ สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เหลืออยู่ให้ลูก นั่นคือรักแท้ของมนุษย์ผู้เป็น ‘พ่อ’

เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายครอบครัวที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ทั้งพ่อ แม่ และลูกต่างก็เพิ่งเคยได้รับบทบาทนี้เป็นครั้งแรกกันทั้งนั้น พวกเราล้วนผิดพลาดและทำร้ายคนในครอบครัวที่เรารักอย่างไม่รู้ตัว 

เนื่องในโอกาสวันพ่อ BrandThink Cinema จึงขอแนะนำภาพยนตร์ 5 เรื่องที่สะท้อนให้เราเห็นว่าแม้ว่าพ่อจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ภายใต้ความเว้าแหว่งเหล่านั้น กลับเต็มไปด้วยความรักและความพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่มนุษย์ตัวน้อยๆ ที่ขึ้นชื่อว่า ‘ลูก’

The Whale (2022)

‘ชาร์ลี’ อดีตนักเขียนที่ปลีกตัวจากสังคม ใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ กับร่างกายที่อ้วนขั้นวิกฤต เขารู้ว่าตัวเองเหลือเวลาไม่มาก สิ่งเดียวที่เขาต้องการทำก่อนตายคือการซ่อมแซมความสัมพันธ์กับ ‘เอลลี่’ ลูกสาววัยรุ่นที่เขาเคยทอดทิ้งไว้ จากการเลือกตามความรักครั้งใหม่ในอดีต

ท่ามกลางความพังพินาศของชีวิต สิ่งเดียวที่เขามั่นใจคือความวิเศษของเอลลี่ เขาพยายามบอกลูกจนวินาทีสุดท้ายว่า ลูกคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี ชาร์ลีเป็นคนเดียวในโลกที่มองเห็นความซื่อสัตย์ในเรียงความของเอลลี่ ในขณะที่คนอื่นมองว่าเธอเป็นเด็กมีปัญหา พ่อกลับมองว่าเธอคืออัจฉริยะที่จริงใจที่สุด ความรักของเขาคือการมองข้ามความเกรี้ยวกราดของลูก และมองเห็นเนื้อแท้ที่งดงามเพื่อยืนยันว่าลูกมีค่าแค่ไหนสำหรับชายชีวิตพังๆ คนนี้

ความสัมพันธ์นี้คือการฟื้นคืนพื้นที่เล็กๆ ของความเข้าใจ ว่าพ่อคนหนึ่งอาจเคยล้มเหลวในอดีต แต่ก็ยังอยากทำสิ่งถูกต้องในวินาทีสุดท้ายของชีวิต

The road (2009)

ในโลกหลังการล่มสลายที่ทุกอย่างตายซาก อากาศหนาวเหน็บ และมนุษย์หันมากินกันเองเพื่อความอยู่รอด พ่อคนหนึ่งต้องพาลูกชายเดินเท้าลงใต้เพื่อหาความอบอุ่น โดยมีเพียงปืนหนึ่งกระบอกกับกระสุนสองนัด และรถเข็นใส่ของเก่าๆ ระหว่างทางเขาต้องสอนลูกให้เอาตัวรอด พร้อมกับรักษาความมีมนุษยธรรมเฮือกสุดท้ายไว้

ในวันที่ทุกอย่างโหดร้าย คนเป็นพ่อพยายามรักษา ‘ชีวิต’ ของลูก ในขณะที่ลูกก็พยายามที่จะรักษา ‘ความเป็นมนุษย์’ ให้พ่อ ลูกชายจึงเป็นเหมือนเข็มทิศทางศีลธรรม ถ้าไม่มีลูก พ่ออาจจะรอดชีวิต แต่เขาจะกลายเป็นปีศาจไม่ต่างจากพวกกินคน 

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่คือความรักที่พาชีวิตไปต่อได้ เป็นพันธะที่ไม่ต้องการคำพูด แต่ทุกการตัดสินใจของพ่อคือการรักษาชีวิตของลูกไว้

Aftersun (2022)

‘โซฟี’ เด็กหญิงวัย 11 ปี ใช้ช่วงเวลาวันหยุดกับ ‘คัลลัม’ พ่อที่อายุยังน้อยและมีรอยแผลในใจ โดยเรื่องราวเล่าผ่านมุมมองของโซฟีในปัจจุบัน ที่ค่อยๆ ปะติดปะต่อความทรงจำว่าแท้จริงแล้วพ่อกำลังต่อสู้กับอะไรในช่วงเวลานั้น

คัลลัมคือพ่อที่พยายามเป็นแสงสว่างให้ลูก ทั้งที่ตัวเองกำลังมืดหม่น เขาซ่อนความเจ็บปวดไว้หลังรอยยิ้ม พาลูกเล่นน้ำ ร้องเพลง เต้นรำกับลูก เพื่อให้ลูกมีความทรงจำกับเขาในแบบที่ดีที่สุด โซฟีในวัยเด็กมีความสุขโดยไม่รู้ว่าพ่อกำลังแบกรับอะไร จนได้มาย้อนดูเทปในวัยผู้ใหญ่จึงค่อยๆ เข้าใจว่า ความรักของพ่อครั้งนั้นคือการพยายามครั้งยิ่งใหญ่ของคนที่กำลังต่อสู้กับตัวเอง

ความรักของพ่อลูกคู่นี้ทั้งงดงามและเจ็บปวด เพราะลูกอย่างเราๆ กลับรักพ่อได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อเราโตพอที่จะเข้าใจเขา ซึ่งบางครั้งมันอาจจะสายเกินไป

Interstellar (2014)

บางครั้งความรักของพ่อก็นำมาซึ่งการจากลาที่เจ็บปวด ‘คูเปอร์’ อดีตนักบิน NASA ถูกเลือกให้เดินทางออกจากโลกผ่านรูหนอน เพื่อหาดาวเคราะห์ใหม่ให้มนุษยชาติ เขาต้องทิ้ง ‘เมิร์ฟ’ ลูกสาวที่รักที่สุดไว้ข้างหลัง การเดินทางครั้งนี้กินเวลาหลายสิบปีในโลกจริง แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงบนอวกาศ ทำให้ความสัมพันธ์พ่อลูกเกือบถูกตัดขาดจากการที่เขาผิดสัญญา บอกลูกว่าจะกลับมา แต่กลับหายไปในห้วงอวกาศ ปล่อยให้ลูกเติบโตและแก่เฒ่าไปกับความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง

สิ่งที่ขับเคลื่อนให้เขาฝ่าฟันมิติเวลา คือแรงปรารถนาที่จะได้กลับบ้านไปหาลูก การเสียสละช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับลูก คือเดิมพันสูงสุดที่พ่อคนหนึ่งยอมจ่าย และความรักของคูเปอร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สายใยระหว่างพ่อลูกนั้นทรงพลังยิ่งกว่ากฎฟิสิกส์ เพราะมันสามารถเดินทางข้ามผ่านมิติแห่งกาลเวลา เพื่อส่งสารแห่งความห่วงใยไปถึงกันได้เสมอ

The Pursuit of happyness (2006)

เรื่องราวชีวิตของ ‘คริส การ์ดเนอร์’ เซลส์แมนขายเครื่องสแกนกระดูกที่ชีวิตตกต่ำถึงขีดสุด เขาตกงาน ภรรยาทิ้ง และต้องกลายเป็นคนไร้บ้านที่ต้องกระเตงลูกชายตัวน้อยไปนอนตามห้องน้ำสาธารณะ ขณะเดียวกันเขาก็ต้องต่อสู้อย่างหนักในการเป็นเด็กฝึกงานบริษัทหลักทรัพย์โดยไม่มีเงินเดือน เพื่อแลกกับโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่จะเปลี่ยนชีวิต

ในสายตาคนทั่วไป คริสอาจเป็นพ่อที่ล้มเหลวที่พาลูกไปลำบาก ไม่มีแม้แต่บ้านคุ้มหัว หรือเงินซื้อข้าวมื้อถัดไป แต่ในความจนตรอกนั้น เขาใช้เรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดกำบังลูกไว้จากความโหดร้าย ด้วยการปกป้องจินตนาการและความบริสุทธิ์ของลูก

ฉากในห้องน้ำที่เขาเปลี่ยนเรื่องเลวร้ายให้เป็นเรื่องการผจญภัยในถ้ำไดโนเสาร์ คือตัวอย่างของการปกป้องจิตวิญญาณของลูกไม่ให้บุบสลายไปพร้อมกับความจน  และเพื่อให้ลูกรู้ว่าต่อให้โลกข้างนอกจะเลวร้ายแค่ไหน พื้นที่เล็กๆ ที่มีพ่ออยู่ คือพื้นที่ปลอดภัยเสมอ