ต้องเดินทางอีกกี่วัด จึงจะไปถึงสวรรค์? ‘9 วัด สู่สวรรค์’ กับการเดินทางของศรัทธา บนเส้นทางที่ไม่มีใครรู้ ‘ปลายทาง’ ของชีวิต

ไม่มีใครรู้หรอกว่า…พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต?

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการไม่รู้ คือวันที่เรารู้ว่ามีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับเรื่องนั้นได้บ้าง มนุษย์เราจึงพยายามหาวิธีรับมือกับความไม่แน่นอนแตกต่างกันออกไป บางคนเชื่อในเหตุผล บางคนเชื่อในคำทำนาย บางคนสวดมนต์ ทำบุญ หรือฝากความหวังไว้กับสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ใช่เพราะทุกความเชื่อจะให้คำตอบได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่เพราะในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยคำถาม มนุษย์ยังต้องการบางสิ่งให้จิตใจมีที่พึ่ง

ไม่ต่างจากการฝากเส้นทางไว้กับจีพีเอส ทั้งที่เรายังมองไม่เห็นว่าถนนข้างหน้าจะพาไปเจอกับอะไร แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เรากล้าเคลื่อนรถออกไป ด้วยความเชื่อว่ายังมีเส้นทางไปสู่จุดหมาย

และสิ่งนั้นก็มีชื่อเรียกว่า ‘ศรัทธา’

เช่นเดียวกับ ‘รถตู้’ แห่งความหวังของ ‘ครอบครัวสิริกฤตชัย’ ใน ‘9 วัด สู่สวรรค์’ หรือ ‘9 Temples to Heaven’ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ที่แม้ทั้ง 9 ชีวิตในทริปบุญใหญ่นี้จะต่างวัยและต่างความเชื่อ แต่ต้องออกเดินทางไปถวายสังฆทานให้ครบ 9 วัดภายในหนึ่งวัน เพื่อสะเดาะเคราะห์และต่อชะตาให้กับ ‘คุณย่าสลวย’ หลังได้รับคำทำนายทายทักว่าเธอจะเสียชีวิตก่อนถึงวันเกิดในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า

รถตู้ของครอบครัวจึงออกเดินทางไปยังวัดแล้ววัดเล่า หมายจะให้บุญที่ทำร่วมกันช่วยต่อชะตาชีวิตของคุณย่า แม้การนั่งอยู่บนรถคันเดียวกันจะไม่ได้หมายความว่าคนทั้ง 9 จะมองเห็น ‘ปลายทาง’ ด้วยสายตาแบบเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกคนยังเดินทางไปด้วยกัน คือไม่มีใครอยากให้คำทำนายนั้นกลายเป็นจริง

บางทีนี่อาจเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของ ‘ศรัทธา’ เพราะเราไม่จำเป็นต้องมองเห็นหรือเข้าใจเส้นทางทั้งหมดเหมือนกัน ขอเพียงยังมีบางสิ่งที่ทำให้เราเลือกก้าวไปข้างหน้า มากกว่ายอมจำนนต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

การทำบุญให้ครบ 9 วัดจึงฟังดูเหมือนเส้นทางที่มีจุดหมายชัดเจน เพราะทุกครั้งที่รถตู้เคลื่อนออกจากวัดหนึ่ง นั่นหมายความว่าครอบครัวกำลังเข้าใกล้วัดที่ 9 มากขึ้นอีกหนึ่งก้าว แต่ขณะเดียวกัน การเดินทางอีกเส้นหนึ่งก็กำลังเกิดขึ้นสวนทางกันอย่างช้าๆ เพราะในขณะที่ ‘แต้มบุญ’ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามจำนวนวัดที่ผ่านมา สังขารของคุณย่าสลวยกลับค่อยๆ โรยราอ่อนแรงลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ความเปลี่ยนแปลงนั้นค่อยๆ ปรากฏผ่านสายตาของ ‘สกล’ ลูกชายคนโต จากคนที่เริ่มต้นการเดินทางด้วยความคึกคักและตั้งใจว่าการพาแม่ไปทำบุญครั้งนี้ต้องสำเร็จ แต่เมื่อผ่านไปสองสามวัด จนเข้าใกล้ปลายทาง สายตาของเขากลับเห็น ‘ความจริง’ มากกว่าความหวังที่ฝากไว้กับปลายทาง จนไม่อาจหลีกหนี ‘ความจริงเบื้องหน้า’ อีกต่อไป

สิ่งที่สกลกำลังเผชิญอย่างช้าๆ ตลอดทริปทำบุญ 9 วัดนั้น ล้วนเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนย่อมรู้ดี แต่กลับทำใจยากที่สุดเมื่อต้องเกิดขึ้นกับคนที่เรารัก ในทางพุทธ ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เราค้นพบสิ่งที่เรียกว่า ‘อนิจจัง’ หรือความไม่เที่ยง ที่บอกว่าสิ่งทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง และดับสูญ ล้วนไม่มีสิ่งใดคงอยู่ได้ตลอดไป และสังขารก็เช่นกัน

ยิ่งครอบครัวพยายามต่อชีวิตของคุณย่า การเดินทางครั้งนี้จึงยิ่งพาพวกเขาเข้าใกล้ความจริงว่า มนุษย์ไม่สามารถฉุดรั้งสิ่งที่รักเอาไว้กับตนให้คงอยู่ตลอดไปได้ และถ้าศรัทธาไม่สามารถทำให้เราหนีพ้นจากความไม่เที่ยงนั้นได้จริงๆ แล้วมนุษย์ยังต้องการ ‘ศรัทธา’ ไปทำไม?

คำตอบนี้คงไม่ได้อยู่แค่ว่า การเดินทางไปทำบุญครบ 9 วัดจะสามารถเปลี่ยนชะตาของคุณย่าสลวยได้หรือไม่ แต่อาจต้องย้อนกลับไปถึงเหตุผลว่า ทำไมการไปวัดกับคุณย่าจึงกลายเป็นการเดินทางที่สมพจน์อยากบันทึกเอาไว้ในภาพยนตร์ตั้งแต่แรก

ในรอบปฐมทัศน์ที่ประเทศไทยของภาพยนตร์ ‘9 วัด สู่สวรรค์’ (9 Temples to Heaven) และยังเป็นภาพยนตร์ฉายเปิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569 (Bangkok International Film Festival 2026) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ 9 วัด สู่สวรรค์ ได้เล่าว่าเขาเติบโตมากับคุณย่าที่ชอบทำบุญและสวดมนต์ทุกวัน เมื่อโตขึ้น ครอบครัวก็มักรวมตัวกันพาคุณย่าไปทำบุญตามจังหวัดต่างๆ แทนการไปเที่ยวทะเลหรือสถานที่พักผ่อนทั่วไป จนการเข้าวัดกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความทรงจำ แต่เมื่อคุณย่าเสียชีวิต โอกาสที่ครอบครัวจะกลับมารวมตัวกันเพื่อคุณย่าแบบเดิมก็ค่อยๆ ลดน้อยลง และนั่นทำให้เขาอยากบันทึกประสบการณ์เหล่านี้เอาไว้ผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้

มองในแง่นี้ คำว่า ‘ศรัทธา’ จึงอาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงพามนุษย์ไปหาอนาคตที่ยังมองไม่เห็น แต่ยังเชื่อมโยงผู้คนและความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นจริงเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านเรื่องราวและการเล่าเรื่องของภาพยนตร์

ก่อนคุณย่าของสมพจน์จะเสียชีวิต เธอมีภาวะความจำเสื่อม จน ‘เวลา’ ที่หลานกับย่ารับรู้อาจไม่ใช่เวลาเดียวกันเสมอไป บางครั้งคุณย่าอาจกำลังนึกถึงอดีต หรืออยู่กับเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่ไม่ได้เกิดขึ้นตรงหน้า ประสบการณ์นี้ทำให้สมพจน์กลับมาคิดต่อว่า แม้เหตุการณ์ใน 9 วัด สู่สวรรค์ จะเกิดขึ้นภายในหนึ่งวัน แต่สำหรับย่าสลวยที่นั่งอยู่บนรถคนเดียวกันนั้น หนึ่งวันอาจไม่ได้ดำเนินไปตามเวลาเช่นเดียวกับลูกหลานคนอื่น

อีกประเด็นที่น่าสนใจใน 9 วัดสู่สวรรค์ นั่นคือคำถามเรื่องชีวิตและความตายไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงในเรื่องราวของคุณย่าสลวย แต่ยังแทรกอยู่ในภาพของกลางวันและกลางคืนที่สลับกันไปมา จน ‘แสง’ กลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สมพจน์ใช้ตั้งคำถามถึงการมีชีวิต

เพราะตราบใดที่เรายังมีชีวิต เรายังสามารถลืมตาขึ้นมารับรู้และมองเห็นโลกตรงหน้า สมพจน์จึงตั้งคำถามว่า หากชีวิตเริ่มต้นพร้อมกับการมองเห็นแสง แล้วความตายจะเปรียบได้กับวันที่แสงนั้นดับลงหรือไม่?

หนึ่งในการออกแบบภาพในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เขาใช้คิดถึงคำถามนี้คือ ‘แสง’ ของกลางวันและกลางคืนที่สลับกันไปมา (อย่างเหนือความเป็นจริง) เพราะการมีชีวิตทำให้เรายังสามารถลืมตาขึ้นมารับรู้และมองเห็นโลกตรงหน้า ขณะที่ความตายอาจหมายถึงวันที่การรับรู้นั้นสิ้นสุดลง เขาจึงตั้งคำถามว่า หากชีวิตเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการมองเห็นแสง แล้วความตายจะเปรียบได้กับการที่แสงนั้นดับลงหรือไม่?

คำถามเหล่านี้อาจไม่มีคำตอบตายตัว เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครตอบได้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่อีกนานเท่าไร แต่ในทางพุทธศาสนา การระลึกถึงความตายหรือ ‘มรณานุสติ’ ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เราหวาดกลัว หากชวนให้ตระหนักถึงความไม่ประมาทในชีวิตที่ยังมีอยู่

ขณะเดียวกัน สมพจน์ยังนำแนวคิดเรื่อง ‘สติสัมปชัญญะ’ หรือการรู้ตัว เข้ามาอยู่ในวิธีเล่าเรื่อง ด้วยการออกแบบบางจังหวะให้ผู้ชมถูกกระตุกกลับมารับรู้ว่า สิ่งที่กำลังมองอยู่นั้นคือ ‘ภาพยนตร์’ ที่ถูกประกอบสร้างขึ้น ไม่ต่างจากชีวิตที่หลายสิ่งล้วนเกิดจากการประกอบและปรุงแต่งของเหตุปัจจัยต่างๆ

เมื่อมองเช่นนี้ 9 วัด สู่สวรรค์ จึงมีความหมายมากกว่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่กำลังเดินทางจากวัดแรกไปสู่วัดสุดท้าย เพราะในขณะที่มนุษย์มัวแต่มองหาปลายทางที่ยังมองไม่เห็น การมี ‘สติ’ ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันกลับชวนให้เราทำสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นคือกลับมารู้ตัวว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร และใครกำลังอยู่ข้างๆ เรา

เพราะถึงจีพีเอสจะนำรถตู้ไปถึงวัดที่ 9 ได้สำเร็จ แต่ไม่มีจีพีเอสเครื่องไหนบอกเราได้ว่า ‘ปลายทาง’ ของชีวิตจะมาถึงเมื่อไร และบางสิ่งที่ ‘9 วัด สู่สวรรค์’ กำลังทิ้งเอาไว้หลังการเดินทางจบลง จึงไม่ใช่คำตอบว่า ‘สวรรค์’ อยู่ที่ไหน หากเป็นการชวนให้เรากลับมามองว่า ระหว่างที่ชีวิตยังเดินทางอยู่ เรากำลังมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าชัดเจนแค่ไหนกันแน่