‘A Pale View of Hills’ เมื่อผู้เล่าไม่ได้เปิดอก ผู้ฟังอย่างเราจะทำอย่างไรกับความเลือนราง

สำหรับนักดูหนัง ชื่อของ ‘คาซูโอะ อิชิกุโระ’ (Kazuo Ishiguro) คงเป็นที่คุ้นเคยกันดีในฐานะเจ้าของบทประพันธ์ที่นวนิยายของเขาได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาตลอด 4 ทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นหนังชิงออสการ์ของ ‘เจมส์ ไอโวรี’ อย่าง ‘The Remains of The Day’ หรือ ‘Never Let Me Go’ ของ มาร์ก โรมาเนก ที่ ‘อเล็กซ์ การ์แลนด์’ เป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์

แต่นอกเหนือจากบทบาทนักเขียนนวนิยาย คาซูโอะ อิชิกุโระ ก็มีบทบาทเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์เช่นกัน โดยผลงานที่ผ่านมาคือ ‘The White Countess’ (2005) ซึ่งถือเป็นการร่วมงานเบื้องหลังกับเจมส์ ไอโวรี หลังความสำเร็จอันล้นหลามของ ‘The Remains of the Day’ และล่าสุดที่เจ้าตัวได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมอย่าง ‘Living’ (2022) ที่ดัดแปลงมาจากงานชั้นครูอย่างเรื่อง ‘Ikiru’ (1952) ของ ‘อากิระ คุโรซาวะ’ การดัดแปลงงานของคนอื่นกระตุ้นให้เกิดคำถามว่า เพราะอะไร คาซูโอะ อิชิกุโระ จึงไม่เคยดัดแปลงงานเขียนของตนเองเป็นภาพยนตร์เลย

คาซูโอะเคยให้เหตุผลในบทสัมภาษณ์ว่า ‘การดัดแปลงงานเขียนของตนเองไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ เพราะเขาสำรวจเรื่องราวเหล่านั้นเป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว หนำซ้ำ การต้องมาวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมโดยต้องถูกรุมล้อมโดยผู้บริหารสตูดิโอที่คอยมาจ้ำจี้จ้ำไชว่าต้องเปลี่ยนอะไรนั้น สำหรับเขามันราวกับฝันร้าย เหมือนต้องติดลูปแบบเรื่อง ‘Groundhog’s Day’ คำถามคือ แล้วใครกันที่จะเหมาะสมในการดัดแปลง ‘A Pale View of Hills’ ซึ่งเป็นนวนิยายเล่มแรกของคาซูโอะ ให้กลายเป็นภาพยนตร์ เพราะก่อนหน้านี้ ‘A Pale View of Hills’ เคยจะถูกหยิบยกมาทำเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง (ขนาดผู้กำกับชั้นครูอย่าง ‘คิโยชิ คุโรซาวะ’ ยังเคยเกือบได้ทำโปรเจกต์นี้) แต่สุดท้ายก็มาตกอยู่ในมือของ ‘เคย์ อิชิคาวะ’ ซึ่งก็ตรงไปตามครรลองและความตั้งใจของตัวคาซูโอะเองที่อยากให้มีศิลปินและนักเขียนอื่นเข้ามาสำรวจงานของเขาด้วยมุมมองอื่น แล้วภาพยนตร์ ‘A Pale View of Hills’ ก็ได้ประโยชน์จากแนวคิดนี้ของคาซูโอะเป็นอย่างมาก เพราะตัวหนังก็พูดถึงธีมเรื่องของการปลุกและสืบค้นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาด้วยผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ สมกับคำนิยามเหตุผลของการได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ของคาซูโอะ อิชิกุโระ ในปี 2017 ว่างานของเขาเป็น “นวนิยายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งอารมณ์ และสามารถเข้าถึงก้นบึ้งของประสาทสัมผัสของมนุษย์ ที่สร้างความรู้สึกลวงต่อความเข้าใจโลกแห่งความเป็นจริง”

‘A Pale View of Hills’ ภาพยนตร์เปิดฉากเล่าเรื่องในญี่ปุ่นยุค 1950s เล่าชีวิตของหญิงสาวที่รอดจากเหตุทิ้งระเบิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่ 2 นามว่า ‘เอตสึโกะ’ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในละแวกอาคารการเคหะที่นางาซากิ ก่อนจะข้ามเวลาและทวีปมาเล่าเรื่องของลูกสาวลูกครึ่งอังกฤษ-ญี่ปุ่น นามว่า ‘นิกิ’ ที่ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยด้วยเหตุผลบางอย่าง ในระหว่างนั้นเธอพักพิงอยู่ในบ้านที่ชนบทของอังกฤษก่อนที่แม่ของเธอหรือเอตสึโกะในวัยชรา จะขายบ้านที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของการผลัดถิ่นหลังนี้

(เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์บางส่วน)

‘A Pale View of Hills’ ใช้เครื่องมือของการเล่าเรื่องเป็นตัวขับเคลื่อนพล็อต ผ่านการถ่ายถอดประวัติศาสตร์จากแม่สู่ลูกเป็นหลัก โดยหวังให้คนดูเกาะติดไปกับปริศนาอันเบาบางว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงยุคหลังสงคราม ว่าเอตสึโกะผู้เป็นแม่ใช้ชีวิตเยี่ยงไรในช่วงโมงยามสุดท้ายของเธอในนางาซากิ และกระตุกต่อมให้ตั้งคำถามว่าเหตุใดลูกสาวคนโตอย่าง ‘เคโกะ’ หรือพี่สาวของนิกิถึงเลือกจะจบชีวิตตนเองในบ้านที่ชนบทอังกฤษแห่งนี้

ภาพยนตร์ใช้ภาพถ่าย archive จากอดีตคลอไปกับเพลง ‘Ceremony’ ของวง Synth-Pop อย่าง New Order เป็นประตูเชื่อมผ่านระหว่างญี่ปุ่นยุค 1950s มาสู่อังกฤษยุค 1980s ที่นอกจากนั้น หนังยังแสดงให้เห็นถึงการวนเวียนของประวัติศาสตร์ เมื่อลูกสาวคนเล็กอย่างนิกิ ได้ตีพิมพ์งานเขียนเกี่ยวกับการประท้วงต่อต้านการเก็บหัวรบขีปนาวุธของกองทัพสหรัฐฯ ในฐานทัพที่อังกฤษในเบิรก์ไชร์ หรือเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่รู้จักกันในนาม ‘Greenham Common Women’s Peace Camp’ ที่คอยประท้วงร่วมเกือบ 20 ปีตั้งแต่ปี 1981-2000

เมื่อเอตสึโกะจะขายบ้านชนบทแห่งนี้เพื่อมอบเงินให้กับลูกสาว ตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเรื่องสะเทือนใจอย่างฮิโรชิม่าและนางาซากิได้ และเป็นเหตุผลให้เธอลาออกจากมหาวิทยาลัย นิกิจึงอยากจะรู้ประวัติศาสตร์ของแม่เธอเพื่อหวังจะนำมาเขียนเป็นงานสักชิ้นได้ ถึงแม้การเริ่มรับฟังประวัติศาสตร์ของครอบครัวจะเริ่มต้นด้วยสายตาที่แสวงหาผลประโยชน์ แต่เมื่อนิกิรวมไปถึงผู้ชมอย่างเรายิ่งรับฟังเรื่องที่เอตสึโกะนิยามว่าเป็นเพียงแค่ ‘ฝันร้าย’ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงวังวนและบาดแผลของสงครามที่นิยามครอบครัวของสองแม่ลูกคู่นี้ตั้งแต่อดีตจวบถึงปัจจุบัน

เรื่องราววนเวียนอยู่กับเอตสึโกะวัยสาว (รับบทโดย ฮิโรเสะ ซึสึ) ที่กำลังตั้งท้อง ผู้ต้องคอยปรนนิบัติสามีที่สนใจแต่งานบริษัท รวมไปถึงพ่อสามีที่คอยแวะมาเยี่ยมเยียนหวังจะใช้เวลากับลูกชายที่ห่างเหินได้บ้าง ถึงจะเห็นการฟื้นฟูของวัฒนธรรมแต่ยุคหลังสงครามเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ละแวกที่เอตสึโกะอยู่อาศัยก็ยังมีรอยแผลอันแสนสะพรึงของสงคราม เพียงแค่เดินข้ามผ่านเขตที่กั้นไปอีกฟากก็เป็นเขตกัมมันตรังสี ทั้งยังมีคดีเด็กหายคอยสร้างความสะเทือนขวัญทำให้ผู้คนต้องคอยระแวดระวังตัวกันอยู่เป็นระยะ ทว่าเหตุการณ์แปลกประหลาดก็เกิดขึ้นเมื่อเธอไปพัวพันกับเด็กสาวนามว่า ‘มาริโกะ’ ที่รับแมวท้องแก่มาเลี้ยงและคอยพูดถึงหญิงชุดดำประหลาดที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตกัมมันตรังสี รวมไปถึง ‘ซาจิโกะ’ แม่จอมพูดจาถากถางของมาริโกะ ที่วันๆ คอยเฝ้ารอหวังจะพาลูกสาวไปสหรัฐอเมริกาให้ได้ด้วยความช่วยเหลือของนายทหารที่ชื่อว่าแฟรงก์

การเป็นคนญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น หรือ ‘ช่วงรุ่งอรุณใหม่’ ตามที่ตัวละครชายคนหนึ่งนิยาม ถือเป็นความยากลำบาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่รอดจากระเบิดปรมาณูอย่างตัวเอกหญิงทั้งสาม ที่ยังคงต้องคอยกังวลถึงผลกระทบจากรังสีรวมไปถึงการถูกเหยียดหยามจากคนญี่ปุ่นด้วยกันเอง รวมไปถึงผู้ชายอย่างพ่อสามีของเอตสึโกะ อดีตครูใหญ่อย่างอาจารย์โองาตะที่ถ่อมาเยี่ยมจากฟุกุโอกะด้วยเหตุผลแอบแฝงที่น่าขัน เมื่อลูกศิษย์ของเขาเขียนประณามวิธีการสั่งสอนของเขาในช่วง ‘รุ่งอรุณก่อนสงคราม’ ที่ทหารมีบทบาทสำคัญและมีอุดมการณ์เป็นใหญ่ในการปกครอง

สิ่งที่ต้องชื่นชมคือการถ่ายภาพบอกเล่าสองช่วงเวลาใน ‘A Pale View of Hills’ ที่นำเสนอภาพของเมืองนางาซากิในยุค 1950s ผ่านแสงส้มเหลืองงดงามราวกับภาพยนตร์ Technicolor ชวนให้เห็นภาพสะท้อนของจูดี การ์แลนด์ ซ้อนทับบนใบหน้าของฮิโรเสะ ซึสึ ที่ถึงแม้จะดูงดงาม แต่ทว่าอีกนัยหนึ่งแสงส้มเหลืองก็ถูกปรุงแต่งให้รู้สึกผิดธรรมชาติไม่ต่างจากงานภาพดิจิทัล Anti-War Trilogy ของ Nobuhiko Obayashi (โดยเฉพาะเรื่อง ‘Casting Blossoms to the Sky’) ที่ชวนให้เราสัมผัสถึงไฟปรมาณูที่ยังคงแผดเผาอยู่กลายๆ ทั้งหมดนี้ล้วนขัดกับภาพโทนฟ้าเย็นในชนบทอังกฤษยุค 80s ที่เป็นตัวแปรช่วยเล่าถึงปัญหาระหว่างสองแม่ลูกคู่นี้ เมื่อทั้งคู่เดินไปเจอคนรู้จักที่ช่างซักถามตามประสาป้าข้างบ้าน หลังป้าถามถึงพี่สาวคนโตราวกับว่าเคโกะเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้จากไปไหน แม่อย่างเอตสึโกะจึงบ่ายเบี่ยงด้วยคำโกหกที่ชินชาว่า เคโกะมีความสุขดีหลังย้ายไปอยู่ที่แมนเชสเตอร์ 

ฉากดังกล่าวเป็นฉากสำคัญของ ‘Pale View of Hills’ ที่แอบแฝงคำถามใหญ่ของเรื่อง เมื่อผู้เล่าเรื่องอย่างเอตสึโกะสามารถให้ความเท็จเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมได้อย่างเฉยเมย โดยที่เธอให้เหตุผลอธิบายกับลูกคนที่ยังอยู่ว่าการพูดโกหกมันง่ายกว่าการพูดความจริง ชวนให้ผู้ชมอย่างเราย้อนกลับมาถามตนเองว่า แล้วทั้งหมดที่เล่ามาเกี่ยวกับอดีตของเธอนั้น อะไรเป็นเรื่องจริงบ้าง สำหรับนักดูหนังและนักอ่านคงคุ้นเคยกับคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า ‘ผู้เล่าเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้’ (Unreliable Narrator) กันดี จังหวะนี้คือตอนที่ภาพยนตร์ของเคย์ อิชิคาวะ เปิดเผยคำถามที่แท้จริงของเรื่องที่ไม่ใช่ว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่” แต่เป็น “เราจะทำอย่างไร เมื่อผู้เล่าเรื่องไม่ได้เล่าความจริง”

นอกเหนือจากนั้น หนังยังมีฉากแช่กล้องยาวนานที่น่าจดจำ ชวนผู้ชมไปสำรวจถึงความเชื่อในเส้นเรื่องของพ่อสามีที่ภายนอกดูเป็นคนอ่อนโยนอย่างคุณครูโองาตะ ทว่าลึกๆ แล้วกลับดื้ออย่างฝังลึก ถึงขั้นเชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นทำถูกต้องและจะชนะสงครามได้หากไม่ใช่เพราะโดนระเบิดปรมาณู แต่แท้จริงแล้ว ครูใหญ่ผู้น่าเคารพคนนี้ถ่อเดินทางมาถึงนางาซากิเพื่อมาเผชิญหน้ากับลูกศิษย์ที่เขียนต่อว่าเขาในวารสาร แล้วหนังก็พาผู้ชมไปค้นพบว่าที่ลูกศิษย์ทำไปเช่นนั้นเพราะเขาตาสว่างจากการถูกล้างสมอง โดยแบบเรียนและความเชื่อของยุคทหารเป็นใหญ่ ที่ปลูกฝังชุดความเชื่อจนนำพาทุกคนเข้าสู่ภาวะสงคราม 

ตัวหนังวนเวียนอยู่กับภาพทับซ้อนอนของเรื่องเล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าของแม่ที่กดลูกลงคูน้ำ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกแมวที่มาริโกะเก็บมาเลี้ยง รวมไปถึงผังความสัมพันธ์และสถานการณ์ที่คู่แม่ลูกซาจิโกะและมาริโกะพบเจอก็แทบจะเหมือนสถานการณ์ของเอตสึโกะเอง เทคนิคนี้ชวนให้คิดถึงนวนิยายเรื่อง ‘Wild Palms’ ของวิลเลียม ฟอล์กเนอร์ (William Faulkner) ที่ใช้เรื่องราวสองเรื่องมาเทียบเคียงกระตุ้นให้ผู้อ่านหาจุดสัมผัสภายในเรื่องได้อย่างน่าจดจำ

ภายใต้การกำกับของเคย์ อิชิคาวะ ดูเหมือนจะให้คำถามสำคัญว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้หรือไม่ ว่าถ้าเราทำอะไรได้ดีกว่านี้ ทุกอย่างจะมีผลแตกต่างออกไปจากเดิมหรือเปล่า ตัวหนังทำได้แค่ปลอบประโลมว่าเราทุกคนล้วนทำดีที่สุดแล้ว และสิ่งเดียวที่เราทำได้คือต้องเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่ออนาคต

ทั้งหมดนี้จึงนำพาเรากลับมาที่คำถามใหญ่ของเรื่องว่า ‘ความจริงคืออะไร’ ในเมื่อผู้เล่าไม่อยากหวนระลึกถึงมัน ผู้ฟังอย่างเราก็ทำได้เพียงเลือกที่จะเชื่ออย่างไรก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ความบอบช้ำ บาดแผลทางจิตใจหรือ trauma ต่างๆ นั้นเกิดขึ้นจริง ระเบิดปรมาณูทำลายล้างนางาซากิจริง และสิ่งที่ดีที่สุดในฐานะคนรุ่นใหม่อย่าง ‘นิกิ’ (ที่ชื่อพ้องทั้งความเป็นยุโรปและญี่ปุ่นในเวลาเดียวกัน เปรียบเสมือนสะพานระหว่างสองวัฒนธรรม) ทำได้ก็คือเชิดหน้าก้าวไปสู่อนาคตของเราเอง 

ถือเป็นอันสมควรแล้วที่ ‘A Pale View of Hills’ ถูกตีความและนำเสนอโดยผู้กำกับอย่างเคย์ อิชิคาวะ เพราะถ้าหากบทภาพยนตร์ผ่านปากกาของคาซูโอะ อิชิกุโระเอง เราคงจะเลือกเชื่ออะไรได้น้อยลง เพราะเราคงจะมัวแต่คอยจับผิดว่าผู้เล่าเล่าแตกต่างออกไปอย่างไรในครั้งที่สอง