ชวนดู ‘American Beauty’ หนังตลกร้ายที่ชำแหละ ‘ความฝันแบบอเมริกัน’ ก่อนโบกมือลา HBO Max เร็วๆ นี้
ถ้าพูดถึงอีกหนึ่งหนังขึ้นหิ้งในช่วงปี 90s แน่นอนว่า ‘American Beauty’ (1999) จากฝีมือผู้กำกับ ‘แซม เมนเดส’ (Sam Mendes) ต้องติดอยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ และในตอนนี้หนังเรื่องนี้ก็กำลังนับถอยหลังโบกมือลาจาก HBO Max ในเร็วๆ นี้ จึงถือเป็นวาระอันดีที่เราจะย้อนกลับไปดื่มด่ำกับหนังเรื่องนี้ด้วยกันอีกครั้ง
หนังเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเมนเดส ที่ร่วมงานกับฝีมือการเขียนบทของ ‘อลัน บอล’ (Alan Ball) โดยในปีที่หนังออกฉาย หนังได้รับเสียงวิจารณ์ในเชิงบวกอย่างล้นหลาม จนกลายเป็นหนังอเมริกันที่ได้รับคำวิจารณ์ยอดเยี่ยมที่สุดเป็นอันดับ 2 แห่งปี (เป็นรองเพียง ‘Being John Malkovich’) พร้อมทั้งทำรายได้ทั่วโลกกว่า 350 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างเพียง 15 ล้านดอลลาร์ และก้าวขึ้นสู่อันดับ 9 ของหนังทำเงินสูงสุดประจำปี 1999
ก่อนที่ American Beauty จะกวาดรางวัลออสการ์ครั้งที่ 72 ไปได้ถึง 5 สาขาสำคัญ คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และถ่ายภาพยอดเยี่ยม
ในด้านเนื้อเรื่อง สำหรับใครที่เคยดูหนังเรื่องนี้กันมาแล้ว ก็คงจะจดจำไดอะล็อกเปิดเรื่องได้เป็นอย่างดี เพราะหนังเลือกจะ ‘สปอยล์’ กันโต้งๆ ตั้งแต่ต้นเรื่องด้วยบทพูดของ ‘เลสเตอร์ เบิร์นแฮม’ (เควิน สเปซีย์ [Kevin Spacey]) ว่าเขาจะเสียชีวิตลงภายในเวลาหนึ่งปี ซึ่งการสปอยล์ตั้งแต่ต้นแบบนี้ ยิ่งทำให้เราในฐานะผู้ชมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ในส่วนประเด็นหลักของ American Beauty นั้นก็คือการรื้อถอนภาพฝันแบบ ‘American Dream’ ของครอบครัวชานเมืองยุคก่อน ที่มองว่าความสุขอันสมบูรณ์แบบคือการที่สามีเป็นเสาหลักทำงานหาเงิน ภรรยาเป็นแม่บ้านดูแลความเรียบร้อย และลูกๆ เป็นเด็กดีเชื่อฟัง แต่ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครแทบทุกคนต่างมีความบิดเบี้ยวที่ซ่อนอยู่ภายใน และรอเพียงแค่วันที่จะระเบิดออกมา
ไม่ว่าจะเป็น ‘เลสเตอร์’ ชายวัยกลางคนผู้ติดอยู่ในวงจรชีวิตอันน่าเบื่อหน่าย ไร้ความกระตือรือร้น และถูกคนในครอบครัวลดทอนคุณค่า การเผชิญวิกฤตวัยกลางคนทำให้เขาเลือกที่จะลาออกจากงานประจำ ไปหางานง่ายๆ ทำอย่างการเป็นพนักงานร้านฟาสต์ฟู้ด ซื้อรถสปอร์ตสีแดง และลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจในชีวิต เพื่อหวังว่าตนเองจะกลับมารู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
‘แคโรลีน เบิร์นแฮม’ (แอนเนตต์ เบนิง [Annette Bening]) ภรรยาของเลสเตอร์ ผู้มีชีวิตขับเคลื่อนด้วยวัตถุนิยม เธอทำงานเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องคอยจัดฉากบ้านให้ดูน่าซื้อ ซึ่งดูย้อนแย้งกับชีวิตส่วนตัวและชีวิตคู่ของเธออย่างสิ้นเชิง
หรือตัวละครอย่าง ‘เจน เบิร์นแฮม’ (โธรา เบิร์ช [Thora Birch]) ลูกสาวของเลสเตอร์ วัยรุ่นผู้ขาดความมั่นใจในตนเองและรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ได้ให้ความสนใจเธอเท่าที่ควร เธอติดอยู่ตรงกลางระหว่างความต้องการหลบซ่อนตัวตน กับการต้องยอมโอนอ่อนตามบรรทัดฐานที่สังคมกำหนด
นอกจากนี้ยังมีตัวละครข้างบ้านอย่าง ‘ผู้พันฟิตส์’ (คริส คูเปอร์ [Chris Cooper]) ภาพแทนของชายชาติทหารผู้รักชาติในอุดมคติ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนใช้ความรุนแรงในครอบครัวเพื่อกลบเกลื่อนความลับดำมืดเรื่องรสนิยมทางเพศของตนเอง, ‘แองเจลา เฮย์ส’ (มีนา ซูวารี [Mena Suvari]) เพื่อนสนิทของเจน เด็กสาวผมบลอนด์ตาสีฟ้า ผู้มีภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบและชอบโอ้อวดเรื่องประสบการณ์ทางเพศ แต่แท้จริงแล้วเธอคือเด็กสาววัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ และใช้การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นเพื่อปกปิดความกลัวในใจ
และอีกหนึ่งตัวละครสำคัญอย่าง ‘ริกกี ฟิตส์’ (เวส เบนต์ลีย์ [Wes Bentley]) เด็กหนุ่มข้างบ้านที่ภายนอกดูแปลกแยกและเก็บตัว มีงานอดิเรกคือการขายกัญชา แต่จริงๆ แล้วเขาคือคนที่มองโลกอย่างซื่อตรง และมองเห็นความงดงามในตัวคนอื่นๆ และสิ่งของรอบตัว
แม้เส้นเรื่องของตัวละครเหล่านี้จะพัวพันและทับซ้อนกันไปมา แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เลสเตอร์หยุดยั้งตัณหาที่มีต่อแองเจลา เมื่อเขารับรู้ว่าเด็กสาวรุ่นลูกคนนี้ยังคงเป็นสาวบริสุทธิ์ เขาเลือกที่จะถอยออกมา ปลอบประโลม และดึงเสื้อผ้ามาปกปิดร่างกายให้เธอ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่มีความเป็นผู้ใหญ่และมีสติที่สุดของเขาในเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ และนั่นก็นำพาเขาไปสู่การยิ้มอย่างจริงใจ และการตระหนักรู้ว่า ณ ชั่วขณะนั้น เขาได้ค้นพบความสุขที่แท้จริงในชีวิตแล้ว
สาระสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การเชิดชูความเตลิดเปิดเปิงของจิตใจ หากแต่เป็นการทำให้เราเห็นว่าเราไม่ควรปล่อยให้ค่านิยมทางวัตถุหรือภาพลักษณ์ภายนอกที่สังคมล้างสมองมาบงการชีวิต ดังเช่นซีนไอคอนิกอย่าง ‘ถุงพลาสติกสีขาว’ ที่ล่องลอยอยู่กลางสายลมจากฟุตเทจของริกกี ที่คอยย้ำเตือนว่า โลกใบนี้ยังคงมีความงดงามและสิ่งมหัศจรรย์เล็กๆ อีกมากมาย หากเราเปิดใจมองมันอย่างแท้จริง
และเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงตอนท้าย แม้เราจะรับรู้อยู่แล้วว่าเลสเตอร์จะมีจุดจบเช่นไร แต่บทสรุปของ American Beauty ก็ยังทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจและโศกเศร้าไปกับชะตากรรมของตัวละครอยู่ดี เพราะถึงแม้เลสเตอร์จะตระหนักรู้ถึงความงดงามของชีวิตได้ แต่มันก็อาจจะสายเกินไปเสียแล้ว
ในขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ นอกเหนือจากการที่เราในฐานะผู้ชมจะได้ดื่มด่ำกับฝีมือการกำกับอันยอดเยี่ยม งานภาพที่มีสไตล์เฉพาะตัว และบทภาพยนตร์อันดีงาม ตัวหนังยังชวนให้เราย้อนกลับมาทบทวนความหมายของการมีชีวิตอยู่ การปลดแอกจากกรอบมายาคติที่สังคมตีกรอบไว้อีกด้วย
ดังนั้น ก่อนที่ ‘American Beauty’ จะนับถอยหลังบอกลาแพลตฟอร์ม HBO Max ในเร็ววันนี้ อย่าลืมกดเซฟเข้าคิวไว้ในลิสต์ แล้วหาเวลาซึมซับผลงานระดับ 5 รางวัลออสการ์เรื่องนี้กันอีกสักครั้ง
