Bugonia ทุนนิยมต่างดาว

ย้อนไปในปี 2003 มีภาพยนตร์คัลต์สัญชาติเกาหลีใต้ของ ‘จาง จุนฮวาน’ เรื่องหนึ่งชื่อ ‘Save the Green Planet!’ ที่มีเนื้อเรื่องอันแปลกประหลาด เล่าเรื่องราวหลุดโลกเมื่อชนชั้นแรงงานสองคนลักพาตัวผู้นำของชาติเพราะทั้งเชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว!

เวลาผ่านมา 22 ปี พล็อตที่ชวนให้งงงวยนี้กลับถูกนำมาสร้างใหม่ในฮอลลีวูด เพราะหลังจากได้ร่วมเขียนซีรีส์ดราม่าดีกรีหลายรางวัลเอ็มมี่ (Emmy Awards) อย่าง ‘Succession’ วิล เทรซี (Will Tracy) ก็ถูก อารี แอสเตอร์ (Ari Aster จาก ‘Midsommar’ และ ‘Hereditary’) ทาบทามมาเขียนบทดัดแปลงภาพยนตร์เกาหลีใต้เรื่องนี้ 

วิลเริ่มเก็บตัวเขียนบทในภาวะที่ไม่ต่างจากเนื้อหาในเรื่องสักเท่าไหร่ สันโดษและถูกห้อมล้อมด้วยความขัดแย้งทางการเมืองมากมายในเมืองนิวยอร์ก ขณะที่เขาติดเชื้อโควิด-19 ที่ระบาดใหญ่ในระลอกแรกก่อนจะได้ ‘ยอร์กอส ลานธิมอส’ (Yorgos Lanthimos)​ มารับหน้าที่เป็นผู้กำกับ

สิ่งที่ทั้งสองคนนี้มีร่วมกันก็คือทั้งสองไม่เคยดูภาพยนตร์ต้นฉบับของเกาหลีใต้มาก่อนเลย ซึ่งถือเป็นกำไรของคนดูเพราะเท่ากับมอบอิสระให้ทั้งสองและส่งเสริมความเฮี้ยนของกันและกันได้อย่างลงตัว เช่นการใช้กล้องมุมต่ำ (Low-angle) ของยอร์กอสที่ชวนสะอิดสะเอียนและความตลกร้ายคือความขัดแย้งระหว่างสังคมซีอีโอและสื่อบิดเบือนสติสตังของชนชั้นแรงงานแบบที่วิลเองก็ได้ขัดเกลาฝีมือมาแล้วกับ ‘Succession’ และ ‘The Menu’

ภายใต้ภาพเลนส์เทเลที่ปรินต์ลงบนแผ่นฟิล์ม Vistavision (เป็นเรื่องที่สามที่ถ่ายลงฟอร์แมตนี้หลัง ‘The Brutalist’ และ ‘One Battle After Another’) ‘Bugonia’ ร้องขอให้เรามองลึกลงไปในระบบของผึ้งงานที่แสนงดงามก่อนมันจะสูญสิ้น รังผึ้งดังกล่าวกำลังเผชิญกับภาวะซีซีดี (Colony collapse disorder) หรือปรากฏการณ์รังผึ้งล่มสลาย ที่มนุษยชาติก็กำลังเผชิญชะตากรรมที่ไม่ต่างกัน เพราะตัวละครของเราเชื่อว่าจักรวรรดิต่างดาวนั้นเข้ามาฝังรากลึกอย่างแนบเนียนคอยบงการให้เราด้านชาคล้อยตามไปกับทุนนิยม ส่งผลต่อความคิดเราอย่างแนบเนียนให้เราสมยอมกับทุกมิติ

ตัวภาพยนตร์น่าสนใจตั้งแต่วินาทีแรก เมื่อหนังแนะนำโลกที่แตกต่างระหว่างคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ เท็ดดี้ (รับบทโดย เจสซี พลีมอนส์) ชายหนุ่มที่ยึดมั่นในความเชื่อตัวเองชนิดที่ไม่แสดงความไขว้เขวออกมาแม้แต่นิดเดียว เขากำลังใช้ชีวิตอยู่กับลูกพี่ลูกน้องหัวช้าอย่าง ดอน (เป็นการแสดงหนังเรื่องแรกอันน่าทึ่งของนักแสดงออทิสติกอย่าง เอเดน เดลบิส) ทั้งคู่กำลังพยายามฟิตร่างกายเตรียมตัวพร้อมในบ้านชานเมือง หนังยังเล่นกับความรู้สึกให้เราได้สัมผัสถึงความเบาหวิวของการมีตัวตนของลูกพี่ลูกน้องคู่นี้ เมื่อทั้งสองเป็นเพื่อนคนเดียวของกันและกัน ทั้งยังต้องยอมพากันทำหมันทางเคมี ทำลายโอกาสที่จะมีลูกหลานของตนเองเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกชักจูงโดยเป้าหมายของพวกเขา นั่นก็คือการลักพาตัวซีอีโอสาวประจำบริษัทเคมีอย่าง ‘มิเชล ฟูลเลอร์’ (เอ็มมา สโตน) ที่อยู่ในบ้านหรูหรา ออกกำลังกายกับเทรนเนอร์ส่วนตัวก่อนจะต้องไปอัดวิดีโอปฐมนิเทศในหัวข้อ ‘Diversity Day’ หรือวันแห่งความหลากหลายที่เธอแผ่รัศมีใส่ลูกน้องกับบทพูดที่ซ้ำซากจำเจ จนคนดูอดรู้สึกไม่ได้ว่ายังไงเธอก็เป็นคน เหมือนกับซีอีโอชั่วช้าที่เราเห็นกันในโซเชียลมีเดียทุกวันนี้

หนังดำเนินเรื่องต่อไปได้ดีตามมาตรฐาน ด้วยภาษาหนังอันแสนกระอักกระอ่วนของยอร์กอส ทั้งกับฉากลักพาตัวอันน่าเวทนาที่สองลูกพี่ลูกน้องของเราโดนนางเอกอัดเล่นงานเละเทะ หรือจะเป็นฉากโกนหัวนางเอกสาวสองรางวัลออสการ์อย่างเอ็มมา สโตนของเราชัดๆ on-camera แบบไม่ใช้กลลวงอะไร หรือจะเป็นฉากแรกที่มิเชล ฟูลเลอร์ ตื่นมาค้นพบว่าตนเองโดนโกนหัวไม่เหลือผมแม้แต่เส้นเดียว และฟังคำร้องขอหลุดโลกของเท็ดดี้ที่จะขอเข้าเฝ้าเจรจากับจักรพรรดิแห่งชาวอันโดรเมดาในค่ำคืนจันทรุปราคาครั้งต่อไป โดยที่เอ็มมา สโตน ใช้แววตาอันเป็นเอกลักษณ์ผนวกกับการแสดงที่มีสติราวกับซีอีโอที่ถูกฝึกมาให้รับมือกับการเรียกค่าไถ่หรือภัยร้ายแรง (เช่นที่เธอกล่าวไว้ “การลักพาตัวเธอนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการลักพาตัวผู้ว่าฯ”) จนคนดูเริ่มสงสัยว่าเธอเป็นมนุษย์ต่างดาวจริงหรือไม่ ก่อนจะฟาดอุดมการณ์กันจนทะลุปรอทในฉากอาหารมื้อเย็นที่เป็นจุดพลิกผันของทุกตัวละคร

ถึงแม้โปสเตอร์หนังจะเป็นภาพเดี่ยวๆ ของนักแสดงออสการ์อย่างเอ็มมา สโตน แต่ขุมพลังที่แท้จริงของ ‘Bugonia’ อยู่กับผู้ที่ลงมือลักพาตัวอย่างเท็ดดี้ที่ตัวภาพยนตร์ค่อยๆ เปิดเผยอดีตของเขาในช่วงเวลา 3-4 ก่อนจันทรุปราคา ในซีเควนซ์ขาวดำ (ที่ยอร์กอสและตากล้อง Robbie Ryan เองเคยได้ทดลองฝึกมือมาแล้วกับ ‘Kinds of Kindness’) ที่สำแดงพลังว่าเขายังเป็นผู้กำกับที่เสกสรรภาพที่บาดตาบาดหู และบาดตัวละครของเรา (อย่างแท้จริงด้วยเข็มฉีดยามากมายที่ปักอยู่บนตัวมารดาของเท็ดดี้) ที่ชวนติดตาและทำให้เราเข้าใจที่มาของความป่วยทางใจของเท็ดดี้ได้ทันที หรือกับภาพที่สองที่เขารับฟังคำขอโทษ (กึ่งจริงใจ?) ด้วยภาษาขององค์กรระดับหมื่นล้านที่พร้อมจะเรียนรู้จากโศกนาฏกรรมการทดลองยาที่ผิดพลาด ที่ส่งให้เท็ดดี้เป็นแบบที่เขาเป็นในทุกวันนี้ 

ความเจ็บปวดและการถูกกระทำของเท็ดดี้ยังแผ่ไปถึงตัวละครรองอื่นๆ กับตำรวจที่อดีตเคยเป็นพี่เลี้ยงวัยเด็กของเท็ดดี้ หรือกับเพื่อนร่วมงานแพ็กสินค้าที่โดนเครื่องมือบาด และตกอยู่ในความเสี่ยงเมื่อเธอทำงานได้ไม่ถึงโควตา ทั้งหมดนี้ล้วนคอยตอกย้ำอุดมการณ์ทฤษฎีสมคบคิดว่าเขาทำเพื่อมวลมนุษย์ทุกคน แต่ตัวหนังก็ยังพอจะมีระยะห่างมากพอให้ผู้ชมรู้สึกว่าความเชื่อของเท็ดดี้นั้นล้วนมาจากการล้างสมองตนเอง

ถึงแม้หน้าหนังจะดูเล็ก แต่ ‘Bugonia’ เองก็ยิ่งใหญ่ในสเกลด้วยอีกหนึ่งองค์ประกอบที่โดดเด่น นั่นก็คือดนตรีประกอบของ เจอร์สกิน เฟนดริกซ์ (Jerskin Fendrix) กับการทำเพลงประกอบภาพยนตร์หนังเรื่องที่ 3 ของเขา (ทุกเรื่องล้วนเป็นหนังของยอร์กอส) ที่เขย่าประสาทและยังทำหน้าที่อุ่นเครื่องคนดูให้พร้อมรับองก์ 3 อันหลุดโลก โดยที่เจอร์สกินได้บรีฟเพียง 4 คำจากยอร์กอสสำหรับการแต่งดนตรีเรื่องนี้ นั่นคือ ‘ผึ้ง ห้องใต้ดิน ยานอวกาศ และเอมิลีหัวล้าน’ (Bees, Basement, Spaceship and Emily-bald) ส่งผลให้ดนตรีประกอบฟังดูน่าอึดอัดแต่ก็แกรนด์ด้วยวงออร์เคสตราครบชุด ตัดกับภาพบ้านไร่อันแสนน่าเบื่อหลังหนึ่งก่อนจะวิวัฒน์กลายเป็นอะไรที่เหนือกว่านั้น

ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ของ ‘Bugonia’ ก็คงจะเป็นความบ้าบิ่นอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ที่กล้าพลิกหนังตนเองไปอีกหนึ่งตลบ กล้าตั้งคำถามว่า ถ้าความชั่วร้าย ทั้งความบ้าคลั่งและทฤษฎีสมคบคิดทั้งหมดนี้เป็นจริง มนุษยชาติจะเป็นอย่างไร ทั้งยังผนวกชี้ให้เห็นว่าความตายของผึ้ง ชนชั้นกรรมาชีพที่โดนเครื่องมือบาดจนทำงานไม่ถึงโควตา และซีอีโอสาวที่คอยเน้นย้ำว่าจะกลับบ้านก่อนห้าโมงเย็นก็ได้ แต่ทางที่ดีก็ควรทำงานให้เสร็จก่อน ล้วนเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด

ถึงแม้ตัวผู้สร้างเองจะมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังตลก ในขณะที่ผู้ชมบางกลุ่มก็มองว่าตัวหนังน่ากดดันสะอิดสะเอียน ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังมีความเศร้าแอบซ่อนอยู่ภายใน เมื่อผู้เป็นเหยื่อที่ถูกกระทำชำเราทั้งด้านจิตใจ ทั้งทุนและความสัมพันธ์กลายเป็นทูตคนเดียวของดวงดาวเรา ชะตาของโลก (สุดป่วย) ของเราก็คงจะขาดสะบั้นแต่ไหนแต่ไรแล้ว