A Quiet Goodbye เพราะลาจากนั้นร้าวรานจึงทำอย่างแผ่วเบาและเรียบง่าย 28 ปี Christmas in August
หนังรักโดยเฉพาะหนังรักจากเอเชียที่ยกย่องกันว่าคลาสสิค ส่วนใหญ่มักเน้นความ Melodrama ที่เดินไปบนเรื่องราวแสนสะเทือนใจ โดยมากก็จะเล่าเรื่องผ่านซีนใหญ่ๆ ที่น่าจดจำ อาทิ “The Classic” ในปี 2003 ของ กวัก แจยอง ที่ร้อยเรียงประวัติศาสตร์สำคัญๆ ของการเปลี่ยนยุคสมัยในเกาหลีใต้ไว้ด้วยกัน ทั้งการเปลี่ยนผ่านทางสังคม การประท้วงของนักศึกษา หรือแม้แต่สงคราม สอดรับไปกับเรื่องรักใคร่ หรือไม่เช่นนั้นก็มักตั้งต้นจากเรื่องปาฏิหาริย์ เช่น “Be With You” หนังในปี 2004 ของ โนบุฮิโร โดอิ ที่เซ็ตอัพเรื่องจากความเหนือจริง การเดินทางข้ามเวลา (ซึ่งธีมนี้ กวัก แจยอง ก็นำมาใช้ใน My Sassy Girl อีกด้วย เพียงแต่ทรานสฟอร์มให้มันเป็นหนังตลก) จนอาจกล่าวได้ว่าหนังรักมักเวิร์คเมื่อมันมีสัดส่วนของการเล่นใหญ่ ไปสุดทาง และผสมผสานปาฏิหาริย์อีกนิดหน่อย เพื่อให้หนังและผู้ชมได้สำรวจความเป็นไปได้ต่างๆ ของความรักไปพร้อมกับการทบทวนชีวิต
แต่มีหนังเกาหลีอยู่เรื่องหนึ่งที่จัดอยู่ในหมวดโมเดิร์นคลาสสิค ซึ่งโดยพล็อตแล้วมันสามารถกลายร่างเป็นเมลโลดรามาชั้นดีได้ทุกเมื่อเมื่อพิจารณาจากเส้นเรื่องของมัน แต่หนังกลับไม่วางตัวให้เป็นเช่นนั้น ตรงกันข้ามมันเป็นหนังที่เรียบง่าย ตลอดทั้งเรื่อง ราวกับว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่หนังกำลังจะเข้าไปอาณาเขตแห่งความฟูมฟาย มันก็จะหยิกแขนตัวเองให้กับมาหาความธรรมดาสามัญหนืดๆ หน่วงๆ ไปตลอดทั้งเรื่อง
แต่ผลลัพธ์นั้นไม่ต่าง มันตราตรึงใจผู้ชม (เผลอๆ อาจจะไม่ตราตรึงขนาดนี้หากมันกลายเป็นหนังเมลโลดรามาขึ้นมาจริงๆ) กลายเป็นหนังรักคลาสสิคอีกเรื่องหนึ่งของโลกภาพยนตร์ หนังเรื่องที่ว่านี้คือ “Christmas in August” หนังในปี 1998 ของ เฮอร์ จิน โฮ และเป็นผลงานเรื่องแรกในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์
“Christmas in August” เล่าเรื่องความสัมพันธ์ในช่วงเวลาแสนสั้นของเจ้าของร้านถ่ายรูปชื่อ จุง-วอน (ฮัน ซุค กยู) กับตำรวจจราจรสาวชื่อ ดา-ริม (ชิม อึน ฮา) ที่บอกว่าเป็นช่วงเวลาแสนสั้นก็เพราะว่า จุง-วอน นั้นป่วยด้วยโรคร้ายบางอย่างซึ่งทำให้เขาเหลือเวลาบนโลกอีกไม่นาน ในช่วงเวลาท้ายๆ ของชีวิต เขาพบกับ ดา-ริม ตำรวจจราจรที่มาล้างรูป แล้วเธอและเขาค่อยๆ สานสัมพันธ์กัน จุง-วอน นั้นรู้ดีว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่นานจึงพยายามใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีความหมายที่สุด เขาใช้เวลาอยู่กับเพื่อนฝูง ได้พูดคุยกับคนรักเก่า และพยายามสอนพ่อให้ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในร้านถ่ายรูป รวมไปถึงการใช้รีโมตทีวี เพื่อทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรที่เขาต้องกังวลหรือรู้สึกค้างคาอีกเมื่อตนจากไปแล้ว
แต่ความสัมพันธ์กับ ดา-ริม นั้นเป็นข้อยกเว้น เพราะมันดันก่อร่างสร้างตัวอย่างเป็นธรรมชาติแม้เพิ่งรู้จักกันไม่นานก็ตาม แต่ความรู้สึกของทั้งคู่กลับค่อยๆ ถักทอจนกลายเป็นความผูกพันและชัดเจนมากขึ้นทุกที จุง-วอน นั้นรู้ดีถึงข้อจำกัดของตน จึงไม่พยายามสานต่อความสัมพันธ์ให้ทอดไปไกลกว่านี้ เขาไม่ได้บอกเธอเรื่องข้อจำกัดนั้นเพราะมันไม่มีประโยชน์ มีแต่จะทำให้เธอเจ็บปวด ส่วน ดา-ริม เองก็เจอคนที่ทำให้เธอรู้สึกดีและรู้ว่า จุง-วอน คือคนที่จะเป็นที่พักพิงได้ในทุกช่วงชีวิต หนึ่งคนพร้อมรักขณะที่อีกหนึ่งคนไม่สามารถทำให้ตัวเองไปต่อได้ ความสัมพันธ์ของ จุง-วอน และดา-ริม จึงไม่อาจหนีพ้นความร้าวราน
ดังที่กล่าวเอาแค่พล็อตเรื่องของ “Christmas in August” ก็จะพบว่านี่คือเรื่องเล่าที่แสนเมโลดรามาและพร้อมจะสะกิดต่อมน้ำตาผู้ชมได้ทุกสิบห้านาที แต่สิ่งที่ เฮอร์ จิน โฮ เลือกทำกลับเป็นสิ่งตรงกันข้าม เขาค่อยๆ เล่าเรื่องแสนรันทดนี้ด้วยความเรียบง่าย ค่อยๆ ฉายภาพโมงยามสุดท้ายในชีวิตของ จุง-วอน แบบไม่ฟูมฟายหรือตีโพยตีพายด้วยการยัดเหตุการณ์ใหญ่โต แต่ฉากธรรมดาๆ อย่างเผามันกินกับแก๊งเพื่อน ยืนฉี่ข้างกำแพงกับเพื่อนสนิท แข่งพ่นเมล็ดแตงโมแข่งกับพี่สาว เรื่องเล่าเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนทรงพลังแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่คนคนหนึ่งคิดว่ามันสำคัญกับชีวิตของเขาและอยากเก็บเกี่ยวเวลาเหล่านั้นเอาไว้ให้นานเท่านานได้ไม่แพ้กัน
เช่นเดียวกับความรู้สึกที่มีต่อ ดา-ริม ที่จุงวอนเลือกที่จะเก็บช่วงเวลาบริสุทธิ์และงดงามไว้ในภาพถ่ายและจดหมายแสดงความขอบคุณและแทนคำอำลา ซึ่งถ่ายทอดด้วย Monologue ที่เรียบง่ายงดงามไม่แพ้กัน
” Like the countless photos in my memory I knew that even love will one day stop as a memory. But only you didn’t become a memory. To you who made it possible for me to leave with love I leave you with a thank you note.”
“ก็เหมือนรูปถ่ายมากมายในความทรงจำของผม ผมรู้ดีว่าวันหนึ่ง แม้ความรักก็จะกลายเป็นแค่ความทรงจำหนึ่ง แต่กับคุณนั้นต่างออกไป เพราะคุณทำให้ผมจากไปพร้อมกับความรัก ขออภัยที่ผมไม่อาจรับมันไว้ได้ ได้แต่ขอบคุณและลาก่อน”
“Christmas in August” โดดเด่นด้วยการใช้ภาพแทนสัญลักษณ์และความรู้สึกต่างๆ ของตัวละคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแช่ภาพนิ่งนานให้ความรู้สึกเสมือนว่าที่ผู้ชมกำลังชมอยู่นี้คือภาพถ่ายที่ล้างและอัดจากฟิล์มเนกาตีฟเปิดโอกาสให้ผู้ชมเพ่งพินิจสิ่งที่อยู่ในเฟรม ราวกับอยากให้เราสกัดเรื่องเล่าที่มาจากภาพถ่ายนั้น ซึ่งสะท้อนสิ่งที่คนเป็นตากล้องอย่าง จุง-วอน เพ่งมองมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขาเชื่อว่าชีวิตหรือแม้แต่ความรักก็ไม่เป็นอะไรมากไปกว่าภาพถ่ายจำนวนมากที่เราเก็บเอาไว้และวันหนึ่งก็ต้องละทิ้งมันไป หอบหิ้วไปได้แค่ความรู้สึกต่างๆ ขณะมีชีวิต ในแง่นี้หนังใช้ประโยชน์จากนิยามของ “ภาพถ่าย” อย่างคุ้มค่าเต็มความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนท้ายที่ภาพถ่ายเป็นทั้งการยอมรับชะตากรรมอันไม่อาจหลีกเลี่ยงอย่างชื่นบานและมีรอยยิ้ม และเป็นทั้งการยืนยันว่าชีวิตคือการเดินไปข้างหน้าอย่างมีสีสันไม่ใช่การยึดอยู่กับภาพถ่ายเก่าๆ ที่สีซีดจาง
เช่นเดียวกับการใช้กรอบและกระจกแทนความรู้สึกของตัวละคร “Christmas in August” ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้อย่างดีเยี่ยม กระจกอันพร่าเลือนไปด้วยน้ำแสดงความสัมพันธ์ที่ไหลเลือนเจือจางไม่อาจหวนกลับ กระจกอันแตกร้าวคือความรู้สึกหัวใจสลายเมื่อข้อความที่ส่งไปไม่ถูกตอบรับ รวมทั้งฉากท้ายๆ ที่ จุง-วอน ดั้นด้นไปเฝ้ามอง ดา-ริม ผ่านกระจก เขาเอามือสัมผัสเงาของเธอทั้งที่เธออยู่หลังกระจกนั้นแล้วแท้ๆ ทั้งหมดนี้คือการใช้สัญลักษณ์ยึดโยงยั่วล้อไปมาระหว่างภาพที่เคลื่อนไหว ภาพที่อยากจดจำเอาไว้ และความรู้สึกที่ไม่อาจเคลื่อนไหวตามได้อย่างน่าสนใจ
“Christmas in August” ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในฐานะภาพยนตร์เรื่องแรกของ เฮอร์ จิน โฮ ทำเงินสูงเป็นอันดับสี่ในบอกซ์ ออฟฟิศ ของเกาหลีใต้ในปีนั้น กวาดรางวัลทั้งในประเทศและระดับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ และนับเป็นการบุกตลาดหนังโลกเวฟแรกๆ ของวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ “Christmas in August” ถูกจดจำในฐานะหนังที่รันทดงดงาม สวยงามแต่ไม่ฟูมฟาย เป็นต้นธารให้กับคลื่นหนังเกาหลีระลอกแล้วระลอกเล่าในเวลาต่อมา และกลายเป็นหนังคลาสสิคที่มีอายุ 28 ปีในวันนี้
เป็น Quiet goodbye ที่งดงามที่สุดเรื่องหนึ่งที่เราเคยได้รับจากภาพยนตร์
