‘Coco’ แอนิเมชันเรื่องโปรด ที่พาไปดูความหมายของ ‘ความทรงจำ’ ในวันที่การถูกลืมเจ็บปวดกว่าความตาย
จากข่าวการประกาศสร้างภาคต่อของ ‘Coco’ แอนิเมชันเรื่องโปรดในดวงใจของใครหลายคน ที่มีกำหนดกลับมาเข้าฉายอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2029 น่าจะทำให้แฟนหนังทั่วโลกที่เคยประทับใจรู้สึกตื่นเต้น และเริ่มคิดถึงเรื่องราวในวันวานขึ้นมาไม่น้อย
และระหว่างที่กำลังนับถอยหลังรอคอยภาคต่ออยู่นี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะพาทุกคนย้อนกลับไปสัมผัสความอบอุ่นของ ‘Coco’ (2017) แอนิเมชันระดับมาสเตอร์พีซจากพิกซาร์และดิสนีย์ ที่นอกจากจะกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 823 ล้านดอลลาร์ แล้ว ยังคว้า 2 รางวัลออสการ์มาครองกันอีกสักครั้ง
โดยทั่วไปแล้ว ‘ความตาย’ อาจไม่ใช่แก่นเรื่องแรกๆ ที่เราจะนึกถึงเมื่อพูดถึงภาพยนตร์แอนิเมชันสำหรับเด็ก แต่สำหรับ Coco แก่นเรื่องเหล่านี้กลับถูกยกขึ้นมา และแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ตรงที่นำเสนอความตายอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อชวนให้เราตั้งคำถามถึงความหมายของครอบครัว และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตาย ซึ่งนั่นก็คือ ‘การถูกลืม’
Coco ในภาคแรกนั้น เรื่องราวเริ่มต้นที่เมืองซานตาเซซิเลีย ประเทศเม็กซิโก บอกเล่าชีวิตของ ‘มิเกล’ เด็กชายวัย 12 ปี ผู้หลงใหลในเสียงดนตรีและแอบฝึกเล่นกีตาร์ตามรอยไอดอลในดวงใจอย่าง ‘เออร์เนสโต เด ลา ครูซ’ อย่างลับๆ แต่ความหลงใหลของมิเกลกลับสวนทางกับ ‘กฎเหล็ก’ ครอบครัว ที่สั่งห้ามทุกคนยุ่งเกี่ยวกับดนตรีอย่างเด็ดขาด นับตั้งแต่วันที่คุณตาทวดทอดทิ้งอิเมลดาและลูกสาวไปเพื่อไล่ตามความฝันแล้วไม่เคยหวนกลับมา
และเมื่อความฝันและกีตาร์ของมิเกลถูกทำลายลง เขาจึงตัดสินใจลักลอบเข้าไปขโมยกีตาร์ของเออร์เนสโตในสุสาน นำไปสู่คำสาปในคืนวันแห่งความตายที่พาเขาข้ามไปสู่ ‘ดินแดนแห่งคนตาย’ โดยมีเงื่อนไขว่าเขาต้องได้รับพรจากบรรพบุรุษก่อนพระอาทิตย์ขึ้น มิเช่นนั้นจะต้องติดอยู่ที่นั่นตลอดกาล
ในช่วงเวลานี้เอง มิเกลจึงได้พาเราไปรู้จักกับ ‘วันแห่งความตาย’ หรือ ‘Día de Muertos’ เทศกาลดั้งเดิมของชาวเม็กซิกัน ที่เชื่อว่าความตายไม่จำเป็นต้องมีแต่ความโศกเศร้าเสมอไป แต่มันคือช่วงเวลาแห่งการระลึกถึงบรรพบุรุษด้วยความอบอุ่นหัวใจและบรรยากาศเฉลิมฉลอง
และยังพาเราไปตั้งคำถามถึงสายใยครอบครัวและการมีตัวตนอยู่ โดยมีแก่นเรื่องสำคัญอย่าง ‘ความทรงจำ’ เพราะถึงแม้เรื่องราวทั้งหมดอาจดูเป็นการผจญภัยของเด็กชายอย่างมิเกล แต่แก่นแท้ของหนังเรื่องนี้คือการมีอยู่ของ ‘มาม่าโคโค่’ คุณทวดชราที่มีภาวะสมองเสื่อม และการที่บ้านหลังนี้ไร้ซึ่งเสียงดนตรีมาเนิ่นนาน ได้ทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อของเธอค่อยๆ เลือนหายไป
โดยในกฎของดินแดนแห่งคนตาย มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘ความตายครั้งสุดท้าย’ (The Final Death) หรือการหายไปสู่ความว่างเปล่า เมื่อไม่มีใครในโลกคนเป็นจดจำเขาได้อีกต่อไป อันเป็นสิ่งที่ ‘เฮกเตอร์’ วิญญาณพเนจรกำลังจะพบเจอ เขาจึงหวาดกลัวว่ามรดกตกทอดและความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับตัวเขาจะสูญสิ้นไป
เป็นการแสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วถึงแม้จะตายจากโลกนี้ไป แต่เราจะสูญสลายไปจริงๆ ก็ในวันที่ไม่มีใครบนโลกจำเราได้อีกแล้ว และคนเดียวบนโลกคนเป็นที่จะช่วยยึดเหนี่ยวให้เฮกเตอร์ยังคงมีตัวตนอยู่ได้ ก็คือลูกสาวตัวน้อยในวันวานอย่างมาม่าโคโค่ ที่กำลังต่อสู้กับความทรงจำที่ค่อยๆ เลือนหายไปทุกขณะ
จนนำไปสู่ฉากไคลแมกซ์ที่ทำให้คนดูทั่วโลกต้องเสียน้ำตา ในช่วงเวลาที่เฮกเตอร์กำลังจะเลือนหายไปสู่ความว่างเปล่า มิเกลก็กลับมาหาโคโค่ได้ทันเวลาพอดี พร้อมกับหยิบกีตาร์ตัวเดิมของบรรพบุรุษขึ้นมาบรรเลงบทเพลง ‘Remember Me’ ซึ่งนั่นก็คือเพลงกล่อมเด็กที่พ่อตั้งใจแต่งขึ้น เพื่อร้องให้ลูกสาวตัวน้อยฟังก่อนก้าวออกจากบ้าน
ท่วงทำนองที่คุ้นเคยในวัยเยาว์จึงค่อยๆ รื้อฟื้นเรื่องราวของพ่อ จนมาม่าโคโค่เริ่มร้องคลอตาม ทำให้เฮกเตอร์ได้รับการจดจำในฐานะสมาชิกคนสำคัญของครอบครัวอีกครั้ง และช่วยชีวิตเขาไว้ไม่ให้ต้องเผชิญกับความตายครั้งสุดท้าย
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ‘Coco’ จึงทำให้เราเห็นว่า ‘ความทรงจำ’ นั้นนอกจากจะเป็นข้อมูลที่กักเก็บไว้ในสมอง ในขณะเดียวกันมันยังเป็น ‘สิ่งคอยหล่อหลอมอัตลักษณ์’ ที่มองไม่เห็น ว่าเราคือใครและเติบโตมาจากตรงไหน ตัวตนของเราทุกคนล้วนถูกประกอบสร้างขึ้นจากเศษเสี้ยวของความทรงจำ ทั้งบทสนทนา เสียงดนตรี และช่วงเวลาที่เราเคยแบ่งปันร่วมกับผู้อื่น
การให้คุณค่ากับความทรงจำในอดีต จึงมีความหมายไม่ต่างจากการเปิดใจและก้าวออกไปสร้างช่วงเวลาใหม่ๆ ในทุกๆ วัน
และไม่ว่าความทรงจำของคุณจะมีกลิ่นอายแบบไหน เร็วๆ นี้เตรียมตัวพบกับการกลับมาของ ‘ThinkFest’ เทศกาล Art & Creative Hopping ในย่านอารีย์ ที่จะพาทุกคนมาสร้างความทรงจำและช่วงเวลาดีๆ ครั้งใหม่ไปด้วยกันนะ
