Don’t Look Back In Angerการให้อภัยและการไถ่ถอนต่อหน้าสักขีพยาน 2.89 ล้านคน

ทั้งที่เข้าโรงฉายแบบจำกัดจำเขี่ยแค่ 15 โรงทั่วประเทศและประกาศฉายเพียงสามวัน (ก่อนจะเพิ่มวันฉาย) แต่ ‘Don’t Look Back In Anger’ ภาพยนตร์สารคดีของ วิล เลิฟเลซ (Will Lovelace) และ ไดแลน เซาธ์เธิร์น (Dylan Southern) ที่ติดตามการกลับมารวมตัวกันทัวร์คอนเสิร์ตของ Oasis วงดนตรีบริทพ็อพจากแมนเชสเตอร์, ประเทศอังกฤษหลังแยกย้ายกันไปด้วยความบาดหมางนาน 15 ปีเต็มในชื่อทัวร์ Oasis Live’25 เมื่อปีที่แล้ว (2025) ก็ทำรายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศ อย่างน่าทึ่ง แม้ต้องชนกับหนังฟอร์มยักษ์อย่าง ‘Hope’ ของ นา ฮงจิน ผู้กำกับหนังเกาหลีที่เข้าฉายสัปดาห์เดียวกัน ที่เซอร์ไพรส์ก็คือหนังสารคดีเรื่องนี้ทำเงิน (ในสัปดาห์แรก) ได้สูสีกับหนังของ นา ฮงจิน เพราะเมื่อพิจารณาจากหน้าหนังแล้ว ‘Don’t Look Back In Anger’ นั้นทั้งเฉพาะทาง (ด้วยความเป็นสารคดี) และยังเฉพาะกลุ่ม (แฟนเพลง Oasis) กว่าหนังเอเลี่ยนอย่าง ‘Hope’ อยู่มาก

คำถามก็คือทำไมหนังสารคดีของวงที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหอกของกระแสดนตรีบริทพ็อพถึงทำรายได้สูสีกับหนังที่เน้นความสนุกบันเทิงมีเอเลี่ยนวิ่งเพ่นพ่าน ซึ่งคำตอบ, หากตอบกันด้วยภาษาชาวบ้าน, ก็ต้องบอกว่าสารตั้งต้นของ ‘Don’t Look Back In Anger’ นั้นมันเข้มข้น แซ่บ และเป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลังนั่นเอง

อย่างที่ทราบกันว่าทั้ง โนล (Noel) และ เลียม กัลลาเกอร์ (Liam Gallagher) สองคนสำคัญของวง แม้จะเป็นพี่น้องกันก็จริงแต่ก็เป็นไม้เบื่อไม้เมา มีเรื่องมีราวและทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน แม้วงจะประสบความสำเร็จอย่างสูงถึงขนาดที่เคยได้รับการยกย่องว่า ‘ยิ่งใหญ่กว่า The Beatles’ (ซึ่งแฟนเพลงสี่เต่าทองอาจไม่คิดเช่นนั้น) แต่ที่แน่ๆ มหากาพย์การสาดโคลนเสียดสีแซะแขวะกันของพี่น้องคู่นี้ยิ่งใหญ่กว่าการทะเลาะกันของ The Beatles อย่างไม่ต้องสงสัย และนับตั้งแต่ที่ เลียม เทคอนเสิร์ตที่ฝรั่งเศสแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยในปี 2009 Oasis ก็ถึงคราวแตกพ่าย โนล หมดความอดทนกับน้องชายและวงก็แตกสลาย พี่น้องแยกทางกันแบบผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ (ยกเว้นว่าแม่จะเรียกให้มาหาปีละครั้งสองครั้ง) นับแต่นั้นมา

ดังนั้น พลันที่ทั้ง โนล และ เลียม ประกาศทัวร์คอนเสิร์ต Oasis Live’25 ในปลายปี 2024 ก็เป็นอันยุติ 15 ปีแห่งความทรมานใจและการรอคอยของแฟนเพลงและภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เริ่มต้น ณ จุดนั้น วิล และ ไดแลน ใช้เวลาในการปูเรื่องอันเป็นปมขัดแย้งไม่นานเพราะเชื่อว่าคนที่มาดูน่าจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นดีอยู่แล้ว เขาพาผู้ชมเข้าสู่การเผชิญหน้ากันครั้งแรกของสองพี่น้องพร้อมด้วยเพื่อนร่วมวง (โดยมี ‘โบนเฮ้ด’ หรือ พอล อาร์เธอรส์ [Paul Arthurs] ยืนคั่นกลาง) ในห้องซ้อมซึ่งเต็มไปด้วยความอึมครึม ตึงเครียด บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดคาดเดาไม่ได้ว่าใครจะหมดความอดทนก่อนกัน แม้จะรู้อยู่ดีว่ายังไงวงก็ได้ออกทัวร์แต่เชื่อว่าผู้ชมที่เป็นแฟนวง Oasis เองก็คงหายใจไม่ทั่วท้องกับซีนนี้ แต่พอถึงช่วงที่ซ้อมเพลง ‘Whatever’ ที่มีเครื่องสายบรรเลง หนังก็ใช้วิธีการสื่อสารอันชาญฉลาดด้วยการใช้เสียงเครื่องสายในเพลงนั้นตัดเข้ากับการยกกีตาร์เข้าๆ ออกๆ ของทีมงานของวงเพื่อสื่อถึงการสอดประสานอย่างสอดคล้องและลงตัวเป็นนัยว่า Oasis พร้อมแล้วไม่ว่าอะไรจะรออยู่ข้างหน้าก็ตาม

จากนั้นหนังก็ตามติดการทัวร์คอนเสิร์ตของวงไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่ คาร์ดิฟฟ์ อันเป็นจุดหมายแรกของการทัวร์ จนไปถึง เซา เปาโล ซึ่งเราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของ Oasis ในฐานะวงที่ทำเพลงสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของคนสามัญธรรมดาผู้มีความใฝ่ฝันและต้องการจะสู้ไปให้ถึงฝันนั้น ตราบเท่าที่ยังหนทางให้เดินไปให้ถึง นั่นเป็นเหตุผลที่เพลงของพวกเขาจึงไม่ล้าสมัยและยัง ‘ใช้การได้’ กับคนรุ่นหลัง ขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็นว่าบทเพลงของ Oasis นั้นอยู่เคียงข้าง เยียวยา และปลอบประโลมแฟนเพลงทั่วโลกได้อย่างไรบ้างแม้ที่ผ่านมาวงจะมีแต่เรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์มากมายเท่าใดก็ตาม แต่บทเพลงของพวกเขายังทรงพลังและสำคัญกับแฟนเพลงเสมอมา

นอกเหนือไปจากนั้น ‘Don’t Look Back In Anger’ ยังค่อยๆ ฉายภาพความสัมพันธ์ที่คลี่คลายไปในทางที่ดีของพี่น้องคู่นี้ เราได้เห็นพวกเขายิ้มให้กัน จับมือ โอบไหล่ หยอกล้อกันราวกับเป็นเด็ก ไถ่ถอนตัวเองจากความรู้สึกผิดอันติดค้างมากว่า 15 ปี และให้อภัยกันและกัน โดยไม่มีแม้แต่การพูดคำว่า ‘ขอโทษ’ หรือ ‘ให้อภัย’ พวกเขาแค่กลับมาทำเหมือนสิ่งที่เคยทำในวันก่อน อยู่ด้วยกัน ยิ้มให้กัน จับมือกันขึ้นเวที เล่นเพลงร็อคด้วยกัน อะไรที่ไม่ดีก็ไม่ผลิตซ้ำและส่งมอบพลังงานที่ดีให้กับผู้ชม 2.89 ล้านคนทั่วโลกตลอดการทัวร์ที่เหมือนเป็นสักขีพยานของการให้อภัยและการไถ่ถอนตัวเองครั้งนี้

Don’t Look Back In Anger’ จึงเป็นสารคดีที่สมบูรณ์พร้อมในตัวเอง มันมีต้นเรื่องที่ดี มีปมขัดแย้งที่ไม่ยากต่อการอธิบายเพราะทุกคนรับรู้กันโดยทั่วแล้ว และเมื่อรวมกับปลายทางและการคลี่คลายที่ดี หนังจึงแค่จับนาทีอันทรงพลัง นาทีแล้วนาทีเล่าในหนังออกมา กระตุ้นผู้ชมให้เกิดอารมณ์ร่วม แฟนเพลงหลังน้ำตาให้กับสิ่งที่พวกเขาได้เห็นเบื้องหน้า

ผลลัพธ์ก็คือ ‘Don’t Look Back In Anger’ กลายเป็นสารคดีที่ดีมากและน่าจดจำอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงของวงหรือไม่ก็ควรหาโอกาสชมสักครั้งในชีวิต