Elephant มันก็เป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง จนกระทั่งมันไม่ใช่อีกต่อไป
จากเหตุการณ์กราดยิงที่ผ่านมา หลายคนคงกำลังตั้งคำถามว่าชนวนเหตุจูงใจที่ทำให้เด็กวัย 14 ปีคนหนึ่งลุกขึ้นมาทำลายชีวิตคนนับสิบ รวมถึงทำลายชีวิตตัวเองได้ มันคืออะไรกันแน่
และจากเหตุการณ์นี้ก็ชวนให้เรานึกถึงหนังเรื่อง ‘Elephant’ (2003) ผลงานของผู้กำกับ ‘กัส แวน แซนต์’ (Gus Van Sant) ผลงานที่สร้างมาจากเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นจริงของโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ในปี 1999 และทำให้เขาคว้ารางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์มาครอง ถือเป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยชีวิตเด็กมัธยมที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่ง
ทั้งนี้ถ้าไม่รู้มาก่อนว่า ‘Elephant’ กำลังเล่าเรื่องอะไร ช่วง 20 นาทีแรกของหนังแทบไม่มีอะไรให้เรารู้สึกว่ากำลังจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นเลย เป็นแค่ภาพวิถีชีวิตของนักเรียนในโรงเรียนทั่วไป เด็กคนหนึ่งมาโรงเรียนพร้อมกับพ่อที่เมา เด็กอีกคนถือกล้องเดินถ่ายรูปไปมา กลุ่มเด็กผู้หญิงนั่งกินข้าวและพูดคุย นักกีฬาเดินผ่านโถงทางเดินไปกับแฟน เด็กอีกคนกำลังนำหนังสือกลับขึ้นชั้นในห้องสมุด
แต่เพียงแค่มองพวกเขา เราก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตของคนเหล่านี้เลย และหนังไม่ได้ให้อะไรเรามากไปกว่าพาเราเป็นนักสังเกตการณ์ แล้วเดินตามดูพวกเขาใช้ชีวิตในโรงเรียนนี้ไปเรื่อยๆ เหมือนวันธรรมดาๆ วันหนึ่ง
จนกระทั่ง ‘จอห์น’ เดินออกจากตึกและพบเด็กสองคนในชุดพรางพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ เราถึงเริ่มสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่หลังจากนั้นแวนแซนต์ก็ถอยออกมาจากเหตุการณ์และพาเราไปติดตามนักเรียนอีกคนแทน
กล้องที่เคลื่อนตามหลังตัวละครอยู่แทบตลอดเวลา หลายครั้งเราไม่ได้เห็นแม้แต่ใบหน้าของคนที่กำลังติดตามอยู่ด้วยซ้ำ เห็นเพียงแผ่นหลังของเด็กคนหนึ่งเดินผ่านทางเดินยาวๆ เลี้ยวเข้าห้องหนึ่ง แล้วก็ทิ้งเขาไว้แล้วหันไปตามเด็กอีกคนต่อ
ความน่าสนใจก็คือ มันทำให้เรารู้สึกถึงบรรยากาศในโรงเรียนจริงๆ ถึงทุกคนอยู่โรงเรียนเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะรู้จักกัน ฉากเดิมๆ จึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จากสายตาของคนที่แตกต่างกัน เพื่อทำให้เราเห็นว่าในช่วงเวลาหนึ่ง มีชีวิตมากมายกำลังดำเนินอยู่พร้อมกัน และบางครั้งการเดินไปคนละทางเพียงไม่กี่ก้าวก็อาจทำให้ชีวิตของคนสองคนเดินไปสู่ปลายทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
สำหรับแวนแซนต์ สิ่งที่สำคัญกว่าการเรียงลำดับว่าอะไรเกิดก่อนหรือหลัง คือความธรรมดาที่น่าอึดอัดของชีวิตในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการนินทา การจีบกัน การกลั่นแกล้ง หรือการวางตัวในสังคม
แต่หนังก็ไม่เคยให้คำตอบกับคนดูว่าอะไรที่ทำให้เด็กสองคนนั้นสะสมความคับข้องใจจนกลายเป็นความรุนแรง ทุกครั้งที่ดูเหมือนว่ากำลังจะได้คำตอบ หนังก็ทำลายสมมติฐานนั้นลง
ถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะการถูกกลั่นแกล้ง อเล็กซ์ดูไม่ได้เดือดดาลกับมันขนาดนั้น หรือถ้าเป็นเพราะครอบครัว เขาก็มีช่วงเวลาดีๆ กับแม่อยู่ ถ้าจะโทษเกม หนังเองก็ไม่ได้เสนอว่าเกมเพียงอย่างเดียวสามารถอธิบายทุกอย่างได้ แม้แต่สารคดีเกี่ยวกับฮิตเลอร์ที่ทั้งสองกำลังดู ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาดูเหมือนคนที่หมกมุ่นอยู่กับอุดมการณ์ใดอย่างชัดเจน
มันก็เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอมีโศกนาฏกรรม เราอยากรู้ว่าใครผิด อะไรเป็นสาเหตุและต้องแก้ไขอะไรเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก แต่ ‘Elephant’ ไม่เคยชี้คำตอบให้เรา หนังไม่ได้บอกว่ามันเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่มันกำลังบอกว่า บางทีเหตุผลอาจไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว และชีวิตมนุษย์อาจซับซ้อนเกินกว่าจะถูกรวบเป็นคำอธิบายง่ายๆ แค่เพียงประโยคเดียว
ความน่ากลัวของ ‘Elephant’ จึงไม่ได้อยู่เพียงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อยู่ตรงที่ก่อนหน้านั้น ทุกอย่างดูธรรมดาเหลือเกิน กระทั่งความธรรมดาเหล่านั้นกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เราอดย้อนกลับไปมองไม่ได้
เหมือนกับสำนวน ‘Elephant in the room’ หรือบางสิ่งที่ใหญ่มาก ชัดเจนมาก และอยู่ตรงหน้าทุกคน แต่กลับไม่มีใครพูดถึงมัน แต่ก่อนที่ความรุนแรงทางกายภาพจะเกิดขึ้น เราได้เห็นความรุนแรงบางอย่างที่เล็กและเงียบกว่านั้นอยู่เต็มโรงเรียน
‘Elephant’ จึงเป็นภาพยนตร์ประหลาด งดงาม มองหายนะด้วยท่าทีสงบนิ่งอย่างเย็นเยียบ และควรค่าแก่การดูเป็นอย่างยิ่ง สามารถรับชมได้ที่ HBO Max
