10 ปี Fleabag ซีรีส์ที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนวงการโทรทัศน์ แต่เปลี่ยนวิธีเล่าเรื่องผู้หญิง
นับตั้งแต่ปี 2016 ที่ซีรีส์ตลกร้ายสัญชาติอังกฤษอย่าง ‘Fleabag’ โดยผู้กำกับและนักแสดงหญิง ‘ฟีบี วอลเลอร์-บริดจ์’ (Phoebe Waller-Bridge) เปิดตัวฉายทาง BBC Three และ Amazon Prime Video เวลาได้ล่วงเลยมาถึง 10 ปี แล้ว แต่เรื่องราวของหญิงสาวผู้ระส่ำระสาย แหลกสลาย และเต็มไปด้วยบาดแผลคนนี้ยังทรงคุณค่าในฐานะหมุดหมายสำคัญที่รื้อถอนโครงสร้างการเล่าเรื่องของตัวละครหญิงในวัฒนธรรมป๊อป
Fleabag เริ่มต้นจากบทละครสั้นในเทศกาล London Storytelling Festival ปี 2012 และพัฒนาเป็นละครเวทีเดี่ยวในปี 2013 ที่เทศกาล Edinburgh Fringe ก่อนที่วอลเลอร์-บริดจ์จะดัดแปลงเป็นซีรีส์โทรทัศน์ ปัจจุบันได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในซีรีส์โทรทัศน์ที่ดีที่สุดตลอดกาล และทำให้วอลเลอร์-บริดจ์ได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัล Bafta, Emmy และ Golden Globes
อะไรคือสิ่งที่ทำให้ซีรีส์ความยาวเพียง 2 ซีซัน (รวม 12 ตอน) เรื่องนี้ กลายเป็นงานระดับคลาสสิกที่คนรักภาพยนตร์และซีรีส์ทั่วโลกยังคงหวนกลับไปดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ต้องบอกว่าก่อนหน้ายุคของ Fleabag สื่อและวงการภาพยนตร์มักจะจัดวางตัวละครเอกหญิงไว้ในกรอบสองฝั่งสุดขั้ว ไม่เป็นหญิงสาวแสนดี เพอร์เฟ็กต์ ไร้เดียงสา ก็เป็นยั่วยวน ทรงเสน่ห์ทว่าอันตราย (Femme Fatale) ไปเลย
แต่ Fleabag นำเสนอตัวละครหญิงในรูปแบบนางเอกที่ไม่ค่อยได้เห็นบนจอมากนัก แต่เป็นมนุษย์ประเภทที่เราอาจพบเจอได้ในชีวิตจริง ทั้งเห็นแก่ตัว โกหก เอาแน่เอานอนไม่ได้ หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเพศ มีพฤติกรรมทำลายตัวเอง และเต็มไปด้วยความสับสน
แต่สิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถเกลียดเธอลง คือการที่ซีรีส์ค่อยๆ เปิดเปลือยว่า พฤติกรรมอันยุ่งเหยิงเหล่านั้นเป็นเพียง ‘เกราะป้องกัน’ จากความสูญเสียและความรู้สึกผิดมหันต์ต่อการจากไปของแม่และเพื่อนสนิท ซีรีส์ไม่ได้พยายามยัดเยียดให้เธอเป็นคนดีขึ้น แต่สอนให้เรารับฟังและโอบรับความเปราะบางในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ การ ‘Breaking the Fourth Wall’ ที่แม้ว่าจะไม่ใช้เทคนิคใหม่ในวงการซีรีส์แต่อย่างใด แต่ Fleabag นำเทคนิคมาใช้ให้ไม่ใช่แค่การยิงมุกตลกเท่านั้น
การหันมาคุยกับกล้องในเรื่อง ถูกใช้เป็นกลไกป้องกันตัวเองของตัวละคร จากความเหงา เธอสร้างผู้ชมขึ้นมาเป็นเหมือนเพื่อนในจินตนาการ เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดเพียงลำพัง เพราะทุกครั้งที่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดหรือเจ็บปวด เธอจะหันมาส่งยิ้มหรือยิงมุกกับกล้องทันทีเพื่อดึงตัวเองออกมาจากความรู้สึกนั้น
กระทั่งในบางช่วงของเรื่อง เมื่อมีตัวละครคนหนึ่งสังเกตเห็นว่า Fleabag กำลังหายไปเพื่อคุยกับผู้ชม ซีรีส์ก็พลิกให้เทคนิคนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า จนถูกพูดถึงว่าเป็นหนึ่งในการใช้ Breaking the Fourth Wall ที่ชาญฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์โทรทัศน์
ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จของ Fleabag ยังเปิดประตูให้ผู้สร้างหญิงได้รับโอกาสมากขึ้น สตูดิโอและแพลตฟอร์มสตรีมมิงเริ่มเชื่อมั่นว่า เรื่องราวของผู้หญิงที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง ความย้อนแย้ง และอารมณ์อันซับซ้อน ก็สามารถเข้าถึงผู้ชมวงกว้างได้
หลังจากนั้นตัวละครหญิงที่ชีวิตพังๆ อารมณ์ขันแบบดาร์กๆ กับการสารภาพความรู้สึกกับผู้ชม และโทนดราม่าปนคอเมดีก็กลายเป็นสูตรที่ถูกนำมาใช้ซ้ำอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น I May Destroy You, Normal People, Russian Doll หรือ Everything I Know About Love
10 ปีผ่านไป Fleabag ไม่ได้เป็นเพียงซีรีส์ตลกร้ายชั้นเลิศ แต่เป็นเพื่อนเก่าที่คอยเตือนใจเราเสมอว่า ไม่ว่าชีวิตจะพังทลาย เจ็บปวด หรือไร้ทิศทางแค่ไหน ความผิดพลาดเหล่านั้นไม่ได้แปลว่าเราไม่คู่ควรกับความรัก และไม่ว่าบาดแผลนั้นจะใหญ่หลวงเพียงใด แต่ ‘It will pass’ มันจะผ่านไปได้เสมอ
