‘Frankenstein’ เมื่อเดล โตโร สร้างอสูรกายจากความเดียวดายของมนุษย์ และเผยความเชื่อมโยงกับหนังของคูบริก
‘Frankenstein’ (2025) ผลงานจากเจ้าพ่อหนังแฟนตาซี ‘กีเยร์โม เดล โตโร’ (Guillermo del Toro) ที่เพิ่งปล่อยสตรีมมิงบน Netflix ไปล่าสุดนี้ แน่นอนว่านี่คือภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายของ ‘แมรี เชลลีย์’ (Mary Shelley) เวอร์ชันที่เท่าไหร่แล้วก็สุดจะเดา แต่สำหรับเวอร์ชันนี้โดดเด่นด้วยองค์ประกอบศิลป์สไตล์กอธิก และวิธีการนำเสนอตัวละครที่ปูให้ผู้ชมค่อยๆ เข้าใจที่มาที่ไปของแต่ละตัวละคร
ตลอดเส้นทางการกำกับการแสดงของเดล โตโร ตั้งแต่ ‘Pan’s Labyrinth’ จนถึง ‘The Shape of Water’ เขาคือผู้โอบกอดอสูรกายและหลงใหลในความงามที่วิปลาสมาโดยตลอด และ ‘Frankenstein’ ก็เช่นกัน
หากฉบับปี 1931 คือ German Expressionism ที่โดดเด่นด้วยแสงเงาจัดจ้าน และฉบับปี 1994 เน้นความสมจริงหรูหรา ฉบับปี 2025 ของเดล โตโรก็คือ ‘Gothic Opera’ ที่ใช้ทุกองค์ประกอบมาส่องสะท้อนอารมณ์ของตัวละคร
ไม่ว่าจะเป็นห้องแล็บในมหาวิหารอันบิดเบี้ยว เครื่องจักรไอน้ำขนาดมหึมา อวัยวะเกลื่อนลอยชิ้นน้อยใหญ่ และสถาปัตยกรรมกอธิกที่ผสานศิลปะกับความวิปลาส กลายเป็นภาพแทนความฝันและความบ้าคลั่งของวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ ได้อย่างน่าหวาดหวั่นและงดงามในคราวเดียวกัน
เดล โตโร ยังใช้สีในเชิงสัญลักษณ์อย่างหนักหน่วง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเขา ไม่ว่าจะผ่านเครื่องแต่งกาย บรรยากาศภาพ หรือองค์ประกอบอื่นๆ เช่น สีแดงสดตัวแทนของอดีตที่หลอกหลอน ความรัก ความหลงใหล สีทองสื่อถึงความพยายามในการเอาชนะธรรมชาติ หรือสีน้ำเงินที่สะท้อนถึงจิตใจอันอ้างว้างโดดเดี่ยวของตัวละคร
และถ้าคุณสังเกตเห็นจะมีอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ เดล โตโร หยิบมาใส่ได้อย่างชาญฉลาด นั่นก็คือฉากที่ถ่ายทำในห้อง The Double Cube Room ซึ่งห้องนี้สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือภาพวาดขนาดใหญ่ยักษ์ที่วาดโดย ‘แอนโธนี แวน ไดก์’ (Anthony Van Dyck) ที่เราจะเห็นห้องนี้ในภาพยนตร์ย้อนยุคหลายเรื่อง เป็นฉากหลังที่มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของระบบอำนาจทางชนชั้น
ตัวอย่างหนึ่งก็คือ ‘Barry Lyndon’ (1975) ของ สแตนลีย์ คูบริก (Stanley Kubrick) ในฉากที่แบร์รีกับไบรอันกำลังนั่งจดจ่ออยู่กับหนังสือ ฉากนี้เริ่มต้นด้วยมุม close up แล้วค่อยๆ ซูมถอยหลังออกมาเป็น long shot จนพวกเขากลายเป็นเพียงร่างเล็กจ้อย โดดเดี่ยวและแปลกแยก แทบจะไร้ความสำคัญเพราะโดนความยิ่งใหญ่ของอำนาจของชนชั้นกดทับ
ในขณะที่เดล โตโร ใช้ภาพนี้ใน Frankenstein เพื่อสะท้อนสัญลักษณ์ของมรดก ความคาดหวังอันยิ่งใหญ่และหนักอึ้งที่วิกเตอร์ต้องแบกไว้ในวัยเด็ก จนวันหนึ่งมันกลายเป็นสิ่งที่กดทับเขาให้จมลง
ดังนั้นความหมกมุ่นของวิกเตอร์ในการจะสร้างชีวิตไม่ได้เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง แต่เกิดจาก ‘ปม’ ที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ รับแรงกดดันจากผู้เป็นพ่อ และเหตุการณ์ที่ตอกตะปูลงในจิตใจเขาอย่างรุนแรงที่สุดคือการสูญเสียแม่ เขาต้องการกบฏต่อโลกที่เย็นชาเหล่านี้ ด้วยการเล่นบทเป็น ‘พระเจ้า’ เพราะโลกที่เขามีอยู่พรากความรักไปจากเขาและว่างเปล่าเกินไป
เขาทั้งทะเยอทะยานและชาญฉลาด แต่ก็หยิ่งทะนงและโดดเดี่ยวอย่างที่สุดเช่นกัน ความผิดบาปของเขาจึงไม่ใช่การเล่นบทพระเจ้า แต่คือความล้มเหลวในการเป็นมนุษย์ เขาเกิดและโตมาในคฤหาสน์ที่เย็นชา ไม่ใช่บ้านที่อบอุ่น ดังนั้นเมื่อเขาสร้าง ‘ลูก’ ของตัวเองขึ้นมา เขาจึงทำซ้ำโศกนาฏกรรมเดิม คือ ‘ทอดทิ้ง’ มันทันทีที่เห็นความไม่สมบูรณ์แบบ
ในขณะที่วิกเตอร์คือความเย็นชา ‘The Creature’ คือขั้วตรงข้าม เขาคือทารกจิตใจบริสุทธิ์ในร่างน่าเกลียดน่ากลัว ผู้ซึ่งถูกยัดเยียดความเจ็บปวดให้ตั้งแต่วินาทีแรก เขาเรียนรู้โลกด้วยสายตาเหมือนเด็กคนหนึ่ง เรียนรู้ เติบโต โหยหาการยอมรับ พูดได้และคิดเป็น การโหยหา ‘ความรัก’ ของเขา จึงสะท้อนถึงความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ เช่นเดียวกับ ‘พ่อ’ ที่สร้างเขาขึ้นมาจากการโหยหาความรักเช่นกัน และนี่คือลายเซ็นของเดล โตโร ที่มักจะบังคับให้เราโอบอุ้มและตกหลุมรักสัตว์ประหลาดเสมอมา
Frankenstein (2025) เวอร์ชันของกีเยร์โม เดล โตโร ถือเป็นผลงานมาสเตอร์พีซที่ใช้ภาษาภาพและองค์ประกอบศิลป์ได้อย่างงดงามที่สุดเวอร์ชันหนึ่ง และเมื่อถามว่า “ใครคืออสูรที่แท้จริง?” เวอร์ชันนี้เดล โตโรก็ให้คำตอบอย่างชัดเจน อสูรกายตัวจริงไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น หากแต่คือมนุษย์ที่ล้มเหลวในการมอบความรักต่างหาก
