Hope เมื่อเอเลี่ยนบุกชายแดนเกาหลี หนังที่ใช้ทุนสร้างมากสุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้
ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักดูหนังต่างจับตารอรีวิวภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เปิดตัว ณ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ นั่นก็คือเรื่อง ‘Hope’ ผลงานที่ทิ้งช่วง 8 ปีจากเรื่อง ‘The Wailing’ ของ ‘นา ฮงจิน’ (Na Hong-jin) ที่คนไทยอาจจะคุ้นเคยกันในฐานะโปรดิวเซอร์ของเรื่อง ‘ร่างทรง’ (The Medium) เพราะหน้าหนังที่มันเกินเรื่องอื่นๆ ในสายประกวดหลัก มีความเป็น genre-film สูงจนทำให้หลายๆ คนอยากรู้ว่าหนังแอ็กชันเรื่องนี้มีอะไรพิเศษถึงขั้นลงแข่งสายประกวดหลักได้ และความสนใจของนักดูหนังก็มีแต่ทวีคูณขึ้นเมื่อผลตอบรับและคำวิจารณ์ออกมาเสียงแตกอย่างรุนแรง
‘Hope’ เล่าเรื่องของชาวเมืองกลุ่มหนึ่งในเช้าวันหนึ่ง นำโดยผู้กำกับตำรวจบอมซ็อกที่พบซากวัวตายอยู่กลางถนน เดิมทีที่คิดว่าเป็นฝีมือของเสือที่เดินทางหนีความหนาวลงมาจากรัสเซีย ชาวเมืองกลับค่อยๆ พบว่าเป็นฝีมือของสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ
จุดเริ่มต้นของ Hope คือ ฮงจินเพียงอยากทำหนังที่ดูสนุกเท่านั้น หลังจากจบโปรเจกต์ภาพยนตร์ The Wailing ที่วนเวียนกับประเด็นศาสนาและความเชื่อ หากแต่ Hope เกิดจากการคิดถึงเรื่องชนชั้น สงคราม หรือว่าง่ายๆ ก็คือจักรวาลโดยรวม และเมื่อเป็นถามคำถามเกี่ยวกับจักรวาลก็ต้องพูดถึงสิ่งมีชีวิตต่างดาว
ถึงแม้พล็อตเรื่องจะไม่มีอะไรซับซ้อน แต่สถานที่ที่เหตุการณ์ในเรื่องเกิดก็สื่อสารให้หนังมีน้ำหนักและประเด็นมากขึ้น เมื่อเรื่องราวเกิดในเมืองสมมติที่ชื่อว่า Hope Harbor ซึ่งเป็นเขตปลอดทหารหรือ ‘DMZ’ (Demilitarized zone) ตรงแถบชายแดนระหว่างเกาหลีใต้และเหนือ ที่เกิดจากข้อตกลงการยุติการยิงตั้งแต่ยุค 50s เพื่อลดความตึงเครียดทางการทหาร แต่บริเวณนั้นก็ห้อมล้อมไปด้วยกับระเบิดของเกาหลีเหนือ เต็มไปด้วยป้ายตักเตือนประชาชนจากการแทรกซึมของประเทศรอบข้าง เช่นป้ายสายด่วน 113 ที่มีไว้แจ้งเตือนสายลับที่แทรกซึมเข้ามาในชาติ แล้วพอมาวางคู่กับการรุกรานจากต่างดาวก็ทำให้มีประเด็นอะไรขึ้นมา
สาเหตุที่เล่าเรื่องในเมืองเล็กๆ ก็เพราะตัวผู้กำกับไปเจอเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งก่อนช่วงโควิด แล้วก็เริ่มเขียนบทตอนโควิด ซึ่งก็ช่วยส่งเสริมในประเด็นที่ฮงจินสนใจ นั่นก็คือเรื่องราวในหมู่บ้านเล็กๆ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองระดับจักรวาลได้
สาเหตุที่ตัวหนังทำงานกับคนหมู่มากคือฉากแอ็กชันแบบเต็มสูบที่หลายๆ คนเทียบกับการกำกับของ จอร์จ มิลเลอร์ (George Miller) โดยเฉพาะเรื่อง ‘Mad Max: Fury Road’ และฮงจินเองก็ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากหนังของ ‘สตีเวน สปีลเบิร์ก’ (Steven Spielberg) แต่ผู้กำกับที่มีผลต่อฮงจินมากที่สุดคงจะเป็น ‘วิลเลียม ฟรีดกิน’ (William Friedkin) เพราะตัวฟรีดกินเองก็ทำภาพยนตร์ที่สำรวจอาชญากรรม ความดำมืดของมนุษย์และรวมไปถึงเรื่องผีสางไม่ต่างจากหนังของฮงจินเอง
หนึ่งชั่วโมงแรกของ Hope คือส่วนที่ถูกชื่นชมที่สุดในแง่คำวิจารณ์ เขาค่อยๆ จูงมือคนดูเข้าไปกับความไม่รู้ เห็นภาพเมืองที่ถูกทำลายเละไม่เป็นท่า ก่อนหนังจะใช้เวลา 48 นาทีเผยเอเลี่ยนตัวแรกให้เราเห็น ทว่ามีอีกตัวละครที่นาใช้เวลาปรุงเรียกน้ำลายคนดูนานยิ่งกว่าเอเลี่ยนก็คือตัวละครของ ‘จอง โฮยอน’ (Jung Ho-yeon) นักแสดงหญิงที่ฝากผลงานมาในเรื่อง ‘Squid Game’ ซีซันแรก ที่ปรากฏตัวออกมาในนาทีที่ 50 นิดๆ ทำเอาคนดูที่คานส์แห่ปรบมือกันทั้งโรงให้กับฉากเปิดของตัวละครเธอ
ถึงแม้หนังจะได้รับอิทธิพลจาก วิลเลียม ฟรีดกิน หรือสตีเวน สปีลเบิร์ก แต่ท้ายที่สุดหนังของฮงจินก็ออกมาสดใหม่ด้วยรสชาติกิมจิของเขาเอง (ตัวหนังถ่ายในหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านส่งออกกิมจิจริงๆ) นั่นก็คือภาพตำรวจไร้ความสามารถ คุณหมอที่ด่าคนไข้ หรือจะเป็นการสร้างคาแรกเตอร์ของทั้งตัวละครและตัวเมืองในเวลาอันจำกัด โดยเฉพาะตัวละครคนเก็บสมุนไพรป่านามว่า ‘แฮซง’ ที่ชาวเมืองเชื่อทุกอย่าง กลายเป็นมายาคติว่าแฮซงพูดอะไรก็จริงเสมอ
เมื่อไม่นานมานี้มีการสังเกตว่าทุกอย่างในหนังฮอลลีวูดสมัยใหม่ต้องวนเวียนอยู่กับนักแสดงหลัก ไม่ค่อยมีตัวละครรองที่มาสร้างสีสันหรือช่วยผลักดันให้โลกของหนังดูมีชีวิต หรือที่รู้จักกันในนามว่า Bits part แต่ในเรื่อง Hope ทำสิ่งนั้นสำเร็จโดยเฉพาะกับตัวละครเฒ่าแฮซงที่ว่ามา ที่เฒ่าเก็บสมุนไพรป่าคนนี้พรรณนาถึงการพบเจอเอเลี่ยนในขณะที่พยายามจะอุจจาระในป่าที่ลากกินเวลาหลายนาทีได้ จะอุจจาระก็กลัวว่าเอเลี่ยนจะได้กลิ่นจนทำให้เขาตายได้
ฮงจินคิดจะตัดออกและพยายามหาทางลดความยาวเรื่องอยู่บ่อยครั้ง เขารู้ว่าถ้าตัดออกอาจจะทำให้หนังยาวแค่ 140 นาที (ซึ่งในแง่ธุรกิจก็คงสำคัญมาก เพราะอาจจะทำให้โรงหนังสามารถฉายเพิ่มอีกรอบต่อวันเลยก็ว่าได้) แต่เขาก็บอกว่าฉากนี้คือหัวใจทั้งหมดของเรื่อง นั่นก็คือการที่มนุษยชาติก็อาจจะเป็นแค่ก้อนเล็กๆ ในจักรวาล และชี้ให้เห็นถึงความต่ำต้อยและธรรมชาติแท้ของมนุษย์ ที่เมื่อถูกสัมภาษณ์ล่าสุดนี้ นา ฮงจินบอกว่ารู้งี้จะทำให้ฉากนี้ยาวกว่าเดิม
สาเหตุที่หนังแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คือการจ้างนักแสดงฮอลลีวูดมาเล่นเป็นเอเลี่ยน ผ่านเทคนิคโมชันและเฟเชียลแคปเจอร์ (Motion and Facial Capture) โดยได้คู่สามีดีกรีออสการ์อย่าง ไมเคิล ฟาซเบนเดอร์ (Michael Fasbender) และ อลิเซีย วิกันเดอร์ (Alicia Vikander) มาเล่นเป็นเอเลียนสองตัวหลัก สาเหตุที่ต้องใช้นักแสดงเบอร์ใหญ่เพราะเขามีแผนที่จะเล่าเรื่องเอเลี่ยนมากกว่านี้ต่อไป นอกจากนั้นยังช่วยผลักธีมของภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสองมุม ที่ในตอนแรกเหล่าตัวละครชาวเกาหลีมองเอเลี่ยนและต่อว่าว่าเป็นสัตว์ประหลาดตลอดครึ่งเรื่องแรก ทั้งคอยด่าทอว่ากลิ่นเหมือนขี้ผสมคาวปลา ก่อนจะมอบความเป็นมนุษย์และชีวิตจิตใจให้เบื้องหลังเจตนาของเอเลี่ยนเช่นกัน เหมือนเป็นการชักจูงให้คนดูรู้สึกผิด
ในปัจจุบันที่มีแต่หนัง IP (Intellectual Property) หรือภาคต่อ ภาพยนตร์เรื่อง ‘Hope’ กำลังขึ้นแท่นเป็นหนังที่นักดูหนังต้องการภาคต่ออย่างรวดเร็ว ฮงจินเคยกล่าวไว้ตั้งแต่ตอนเปิดตัวที่คานส์ว่า “ภาคต่ออยู่ในหัวผม” แต่ล่าสุดหลังหนังเปิดตัวที่สหรัฐอเมริกา เขาบอกว่าตอนจบเป็นเพียง midpoint หรือจุดกลางของเรื่องราวทั้งหมด และถ้าหากจะมีภาคต่อคงจะเป็นเรื่องราวกลางคืน (หากย้อนสังเกตดูอีกที หนังทั้งเรื่องเล่าเรื่องราวของเวลาครึ่งวันยามเช้าเท่านั้น) จนไปถึงเช้าวันถัดไป แต่ที่แน่ๆ หลังจากคิดถึงเรื่อง ‘Hope’ มาเกือบ 10 ปี นา ฮงจินคงอยากทำหนังเล็กๆ สักเรื่องคั่นเวลาก่อน
สัมผัสรสชาติความมันแบบต่างโลกของนา ฮงจิน ได้แล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์
