KOKUHO ภาพยนตร์ที่ชวนให้ตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่เราจะมีหนังแบบนี้?
การตื่นรู้ทางวัฒนธรรม (Cultural Consciousness) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในบริบทของภาพยนตร์เอเชีย เนื่องจากมีการสืบทอดทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน และมันก็เป็นความภาคภูมิใจบางอย่างที่ภาพยนตร์ในวัฒนธรรม Hollywood ไม่มี (จึงได้ขวนขวายเอาเรื่องยุคกลางมาเล่าอย่างสม่ำเสมอ) แต่หากมองเข้าไปให้ลึกขึ้น เนื้อแท้ของการตื่นรู้ทางวัฒนธรรมนั้น เป็นการสื่อสารถึงจิตวิญญาณ รากเหง้า และแก่นแท้ ของสิ่งที่หลอมรวมเป็นวัฒนธรรมดังกล่าวหาได้ฉาบฉวยเช่นคำใหม่ๆ ที่ใช้กันแพร่หลายอย่าง Soft Power ที่เราได้ยินกันมาในช่วง 10 ปีหลังนี้
‘Kokuho’ หรือชื่อไทย ‘สมบัติชาติ’ เป็นชื่อที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง สร้างจากนวนิยายในชื่อเดียวกันที่ฮิตถล่มทลายเมื่อปี 2018 ในประเทศญี่ปุ่น ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของนักแสดงคาบูกิ 2 คน ตือ คิคุโอะ และ ชุนสุเกะ ที่เติบโตมาในยุคเดียวกัน (ภาพยนตร์เล่าเรื่องตั้งแต่ปี 1964-2014) คิคุโอะเป็นบุตรชายยากูซ่าที่กำพร้าตั้งแต่ยังเยาว์ ขณะที่ชุนสุเกะเป็นบุตรของนักแสดงรุ่นใหญ่ที่ถูกหมายไว้ว่าจะเป็นผู้สืบทอดตามขนบของนักแสดงคาบูกิจากรุ่นสู่รุ่น คิคุโอะเป็นนักแสดงอัจฉริยะ ขณะที่ชุนสุเกะ ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการเป็นผู้สืบทอด ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวตลอดช่วงชีวิตกว่า 50 ปีของชายสองคนนี้ มีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ มีช่วงอับแสง ช่วงที่ต้อง ‘แสวงหา’ ความจริงของการใช้ชีวิต และช่วงเวลาที่ ‘ค้นพบ’ ปลายทางของการดำรงชีวิตของคนทั้งคู่
ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงเต็มของภาพยนตร์ เราได้เห็น ‘ปลายยอดน้ำแข็ง’ ของละครคาบูกิ หลายต่อหลายเรื่อง ที่เราอาจไม่เข้าใจ ไม่ซาบซึ้งไปกับมัน อาจจะเป็นเพราะหนังเลือกที่จะเล่าให้เห็น ‘วัฒนธรรมจริงๆ’ ของมหรสพประเภทนี้ อาจจะไม่ได้เร่งเร้าทางอารมณ์เหมือนเราได้ชมจากภาพยนตร์ที่สร้างจากละครเวทีจริงๆ อย่าง ‘Le Miserable’ หรือภาพยนตร์ที่เอาละครมาเป็นส่วนหนึ่งในฉากอย่าง ‘Hamnet’ แต่เราจะสัมผัสได้ถึงความลึกซึ้ง ผ่านแก่นแท้ และจิตวิญญาณของละครคาบูกิอย่างแท้จริง และนั่นเป็นสิ่งที่ผู้กำกับเลือกทำ
และหลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า ภาพยนตร์ ‘Kokuhu’ ที่เล่าถึงสมบัติชาติของญี่ปุ่นแท้ๆ นี้ กำกับโดยผู้กำกับที่เป็นคนเกาหลีอย่าง ลีซังอิล (Lee Sang-Il) ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน เขามาอยู่ญี่ปุ่นเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจากปู่และพ่อของเขา ได้รับการศึกษาในช่วยเยาว์วัยในแบบเกาหลีเหนือด้วยซ้ำ แต่เขาก็ได้ดิ้นรนขวนขวายมาจนได้ debut ด้วยภาพยนตร์ดังอย่าง Hula Girls (2004) และได้สร้างภาพยนตร์จากบทประพันธ์ของ ชูอิจิ โยชิดะ (Shuichi Yoshida) มาแล้วถึง 3 ครั้ง (Villian, Rage, Kokuho) สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อเด่นของผู้กำกับท่านนี้ คือ นอกจากจะสร้าง Cultural Consciousness แล้ว ยังแฝงไปด้วยการเล่าเรื่องแบบพหุวัฒนธรรม (Multicultural) ที่พบได้ในภาพยนตร์ของเขาอย่าง Hula Girls, Blue/Chong, Unforgiven และก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ได้พบจาก Kokuhu คือ การตั้งคำถามดังๆ ไปหาผู้ชมในช่วงกลางเรื่องว่า ผู้ที่ไม่ใช่ผู้สืบทอดที่แท้จริงมาตั้งแต่แรก จะมีสิทธิ์เล่าเรื่องนี้ได้ครบสมบูรณ์หรือเปล่า?
ว่ากันว่าภาพยนตร์ที่จะประสบความสำเร็จได้ คือภาพยนตร์ที่สามารถ ดึงเอา ‘เด็ก’ และ ‘คนแก่’ ออกจากบ้านมาชมภาพยนตร์ในโรงพร้อมกันจริงๆ ในประเทศไทย อาจจะมี ‘พี่มากพระโขนง’ ‘สัปเหร่อ’ และ ‘หลานม่า’ ที่เข้าข่าย แต่ก็ยังไม่มีเรื่องใดเลย ที่เข้าข่ายภาพยนตร์ที่ปลุก Cultural Consciousness ได้จริงๆ แต่ Kokuho สามารถทำแบบนั้นได้จริงในประเทศญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทย ก็ยังคงต้องรอกันต่อไป
‘Kokuho’ เป็นงานสร้างที่สมบูรณ์พร้อมทาง Production ในแบบที่ภาพยนตร์สมควรจะเป็น เราจะได้เห็นภาพยนตร์/ซีรีส์ ที่เล่าเรื่องได้เช่นนี้จากฟากผั่งเอเชียตะวันออกในประเทศอื่นๆ อย่างจีนใน Crouching Tiger, Hidden Dragon, Hero, Curse of Golden Flower หรือในประเทศเกาหลีใต้อย่าง Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring, แดจังกึม Jewel in the Palace ส่วนในประเทศไทย ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่สื่อให้เห็นเรื่องนี้ที่เราจำได้ อาจจะเป็น ‘โหมโรง’ ก็ตั้งแต่ปี 2004 มาแล้ว เราอยากจะถามดังๆ ว่า ประเทศไทยพร้อมสำหรับการสร้างภาพยนตร์แบบนี้หรือยัง แต่คำถามสำคัญกว่าคือ สร้างแล้วผู้ชมในประเทศไทยจะให้การตอบรับที่ดีเหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นให้การตอบรับ ‘Kokuho’ จนกลายเป็นภาพยนตร์ที่มีคนแสดงจริงๆ ที่ทำรายได้สูงที่สุดในญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบันหรือเปล่า? คำถามนี้คงยังตอบไม่ได้ จนกว่าจะมีใครกล้าพอที่จะทำจริงๆ
