‘หมานคร’ หนังรักประหลาดโลก สะท้อนความบิดเบี้ยวของเมืองใหญ่
เมื่อไม่นานมานี้ ‘หมานคร’ (2002) หนังรักประหลาดโลกของ ‘วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง’ กลับมาให้ชมบน Netflix อีกครั้ง เป็นอีกหนึ่งหนังไทยน้ำดีที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ และได้รับเชิญให้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์มากมาย แต่ในวันเข้าฉายในไทยมันกลับขาดทุนอย่างน่าเสียดาย
‘หมานคร’ ดัดแปลงมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของ ‘คอยนุช’ หรือ ‘ศิริพรรณ เตชจินดาวงศ์’ ซึ่งก็คือภรรยาของ วิศิษฏ์นั่นเอง ในนวนิยายนั้นพูดถึงกรุงเทพฯ ในฐานะดินแดนมหัศจรรย์ว่าด้วยการตามหาความรักท่ามกลางผู้คนและเงื่อนไขการใช้ชีวิตอันแปลกประหลาดในกรุงเทพมหานคร เมืองที่มีคนเหงามากกว่าเสาไฟฟ้า
หากมองผ่านสายตาวรรณกรรม ‘หมานคร’ ถูกจัดอยู่ในหมวดสัจนิยมมหัศจรรย์ และเมื่อถูกดัดแปลงเป็นหนัง ผู้กำกับก็ยังคงถ่ายทอดความบิดเบี้ยวของกรุงเทพฯ ออกมาได้อย่างสวยงาม ด้วยการใช้ฟิล์ม 16 มม. ด้วยสีสันที่ฉูดฉาดตัดกันอย่างรุนแรงคล้ายกับฉากลิเกหรือภาพถ่ายระบายสีในอดีต ซึ่งเป็นแนวทางมาตั้งแต่ครั้งที่วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ยังเป็นผู้กำกับหนังโฆษณามาจนถึงภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง ‘ฟ้าทะลายโจร’ ปรุงแต่งด้วยเทคนิคทางภาพอย่างเข้มข้นเพื่อสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ ตั้งแต่ปลากระป๋อง ฝนหมวกกันน็อก ภูเขาพลาสติก ไปจนถึงการมีหางงอก เป็นการขยายจินตนาการในหนังสือให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้และกระแทกใจผู้ชม
แม้ในเวอร์ชันภาพยนตร์อาจเพิ่มเส้นเรื่องรักและลดดีกรีการวิพากษ์ลงจากต้นฉบับหนังสือ แต่ก็ยังทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึง ‘ความเสียสติอย่างน่ารัก’ ของเมืองนี้ได้อย่างชัดเจน
BrandThink Cinema จึงอยากชวนมาถอดสัญญะสำคัญใน ‘หมานคร’ กันว่าเหตุใดการเสียดสีชีวิตกรุงเทพฯ ในหนังรักประหลาดโลกเรื่องนี้ จึงยังคงทำงานได้ทรงพลังแม้เวลาจะผ่านมากว่า 20 ปี แล้วก็ตาม
[หาง: มายาวัดความเป็นมนุษย์กรุงเทพฯ]
ในหนัง ‘หาง’ ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นคนพิเศษหรือการเป็นคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง ยายของป๊อด (พระเอก) เตือนว่าเข้ากรุงแล้วหางจะงอก ซึ่งสะท้อนความไม่รู้จักพอของมนุษย์ เพราะเมื่อได้เข้ามาอยู่ในเมืองนี้ทุกคนจะถูกทุนนิยมลดทอนความเป็นมนุษย์ จนกลายเป็นคนมี ‘หาง’ ที่เป็นตัวแทนของความโลภ ตอนไม่มีก็ขวนขวายเพื่อยกระดับตัวเอง แต่เมื่อมีแล้วกลับรู้สึกอับอายและมองว่าเป็นปมด้อย
[ปลากระป๋อง: ชีวิตที่ถูกอัดแน่น]
ในโรงงานปลากระป๋องที่ป๊อดเข้ามาทำงาน เป็นการสะท้อนชีวิตที่แออัดยัดเยียดและไร้ระเบียบของคนกรุงเทพฯ เหมือนปลากระป๋องที่ถูกอัดแน่น และการที่นิ้วของป๊อดดันไปอยู่ในปลากระป๋องก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ‘ชีวิตราคาถูก’ ของแรงงานในเมืองหลวง ที่ร่างกายและวิญญาณถูกระบบทุนนิยมลดทอนคุณค่าจนกลายเป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่ง
[จุดเริ่มต้นมิตรภาพของคนไร้ราก]
เหตุการณ์เรื่องนิ้วเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ป๊อดได้รู้จักกับ ‘ยอด’ ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ การสลับนิ้วหรือการแลกนิ้วคืนกัน เปรียบเสมือนการผูกพันกันด้วยชะตากรรมที่เจ็บปวดและไร้ทางเลือกของชนชั้นแรงงาน และการที่นิ้วขาดแล้วตามกลับมาต่อใหม่ได้ อาจตีความได้ว่าเมืองนี้เต็มไปด้วยเรื่องบ้าบอและไร้เหตุผล ที่ซึ่งความเจ็บปวดทางร่างกายสามารถแก้ไขได้ง่ายๆ เหมือนการเปลี่ยนอะไหล่ แต่ความเจ็บปวดทางจิตใจกลับเยียวยาได้ยากกว่า
[หนังสือปกขาว: ความฝันลมๆ แล้งๆ ของจิน]
‘จิน’ นางเอกของเรื่อง บูชาหนังสือภาษาอังกฤษปกขาวที่เธออ่านไม่ออกราวกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งนี้อาจเป็นตัวแทนของค่านิยมการเห่อฝรั่งของคนไทยในยุคนั้น และการพยายามสร้างคุณค่าให้ตัวเองผ่านเปลือกนอก เพราะจินเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ (และฝรั่งที่ชื่อปีเตอร์) จะเปลี่ยนชีวิตเธอได้ แต่ความตลกร้ายที่สุดคือ เมื่อความจริงเปิดเผยว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นเพียงหนังสือโป๊ชายรักชาย ความฝันอันสูงส่งของจินจึงพังทลายลง
[ฝนหมวกกันน็อก]
เป็นสัญญะของความ ‘เหนือจริง’ ที่แสดงถึงให้เห็นว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยหรือร่มรื่น แต่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยอันตรายที่มองไม่เห็นหรือภัยคุกคามที่มาแบบไม่คาดฝัน ชีวิตของคนตัวเล็กๆ ในเมืองใหญ่นั้นเปราะบาง และอาจจบลงด้วยความผิดปกติวิสัยที่ไม่มีใครคาดเดาได้
[ภูเขาพลาสติก: อุดมการณ์ไฟไหม้ฟาง]
อีกหนึ่งฉากสะท้อนความงดงามแบบสัจนิยมมหัศจรรย์มากที่สุดนั่นคือ กองขยะขวดพลาสติกที่สูงเสียดฟ้า แน่นอนว่าหนังอาจกำลังสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริโภคทิ้งขว้าง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เสียดสีการรณรงค์แบบคนไทย ฉาบฉวย ตามกระแสและตื้นเขิน การที่จินเก็บขยะพลาสติกไม่ใช่เพราะตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม แต่ทำไปเพื่อเติมเต็มตัวเองผ่านความฝันของผู้ชายที่เธอหลงใหล
[เด็กไม่รู้จักโตกับตุ๊กตาหมีพูดได้]
ตัวละคร ‘น้องแหม่ม’ หญิงสาววัย 22 ปี ที่ขังตัวเองไว้ในร่างเด็ก 8 ขวบ เป็นสัญญะของการประท้วงพ่อแม่ที่ไม่มีเวลาให้ สะท้อนปัญหาครอบครัวในสังคมเมืองที่ความสัมพันธ์เปราะบาง เช่นเดียวกับ ‘ธงชัย’ ตุ๊กตาหมีพูดได้ ที่เดิมทีเคยเป็นคน แต่ถูกคนรอบข้างเมินเฉยจนไร้ตัวตน และกลายสภาพเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์และตุ๊กตาในที่สุด
[‘ติ๊ก’ ชอบเลีย]
ติ๊กชายความจำเสื่อมที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครเป็นสัญญะที่ชัดเจนที่สุดของ ‘การสูญเสียตัวตน’ ที่เกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนมากในเมืองใหญ่ การที่ชอบขึ้นรถแท็กซี่แต่ไม่รู้จะไปไหนก็สะท้อนถึงความเคว้งคว้างและไร้ทิศทางของคนเมืองที่ขับเคลื่อนไป โดยไม่มีเป้าหมายที่แท้จริง รวมถึง ‘การเลีย’ ทุกอย่างที่ขวางหน้าถือเป็นความพยายามอย่างถึงที่สุดในการค้นหาความจริงที่สัมผัสได้ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความฉาบฉวยและสับสน
จากที่กล่าวมาทั้งหมด สภาพสังคมและชีวิตของคนเมืองกรุงในปัจจุบันก็คงไม่ได้ต่างจากในภาพยนตร์มากนัก หนังเรื่องนี้จึงยังคงทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่ส่องสะท้อนความวุ่นวาย ความเหงา และความพยายามดิ้นรนเพื่อหาที่ยืนของคนตัวเล็กๆ ในเมืองใหญ่ที่ชื่อว่า ‘กรุงเทพมหานคร’ ได้อย่างงดงามและเจ็บปวด จนกลายเป็นหนังที่ยังครองใจใครหลายคนเสมอมา
