Miami Vice 20 ปีให้หลัง กาลเวลาหลอมหนังแป้กเป็นโมเดิร์นมาสเตอร์พีซ
คงจะมีแค่คนยุคก่อนที่ทันดูการออกโรงครั้งแรกของคู่ปราบ ‘นักสืบเจมส์ ครอกเกตต์’ และ ‘นักสืบริคาร์โด ทับส์’ ที่ตระเวนกำจัดยาเสพติดและอาชญากรในฟลอริดากับซีรีส์เรื่อง ‘Miami Vice’ หรือ ‘มือปราบไมอามี่’ แต่เชื่อว่าคนที่สนใจในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์น่าจะเคยดูฉากที่ทั้งสองมือปราบนั่งรถเปิดประทุนไปในยามค่ำคืน โดยมีเพลง In the Air Tonight ของ ‘ฟิล คอลลินส์’ (Phil Collins) บรรเลงอยู่ ฉากดังกล่าวกลายเป็นตำนานที่พิสูจน์ว่าจอแก้วสามารถสื่อสารมู้ดโทนและสภาวะของตัวละครได้ทัดเทียมภาพยนตร์
17 ปีต่อมา หลังจากมือปราบไมอามี่ฉายตอนแรก เจมี ฟ็อกซ์ (Jamie Foxx) ได้เสนอกับไมเคิล มานน์ (Michael Mann) ในปาร์ตี้ปิดกองเรื่อง ‘Ali’ ว่าเขาควรลองพัฒนา Miami Vice ในแบบของตนเอง (แบบเดียวกันกับที่โรเบิร์ต แพตทินสัน ให้หนังสือเกี่ยวกับออพเพนไฮเมอร์กับโนแลนหลังปิดกล้องเรื่อง ‘Tenet’) และ 5 ปีต่อมา ในปี 2006 Miami Vice ในแบบของไมเคิล มานน์ ก็ออกฉายในโรงภาพยนตร์
หนังทำรายได้ทั่วโลกเพียง 165 ล้านดอลลาร์ มากกว่าทุนที่ไม่รวมค่าโฆษณาอีกไม่เกินหลักสิบล้าน และยังเป็นหนังที่คำวิจารณ์ล้มเหลวเรื่องแรกของมานน์หลังจากเข็นภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้งมา 6 เรื่องติด ถือเป็นความล้มเหลวในการพัฒนาไอพี (Intellectual Property) ที่มีชื่อเสียง ทว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจารณ์อาวุโสหลายคนต่างก็หลงใหลและกลับมารับชมโลกของอาชญากรรมของมานน์อีกครั้ง
ว่ากันตามตรง Miami Vice ของมานน์แทบจะไม่มีอะไรใหม่ในแง่ของพล็อตเรื่อง เมื่อสองคู่ปราบต้องแฝงตัวเป็นคนลักลอบขนของเถื่อนให้พ่อค้ายาที่อาจเกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่สิ่งที่ทำให้คนยังพูดวนมาถึงวันนี้ คงจะเป็นบทพูดที่น่าจดจำแสดงความเก๋าของตัวละคร และสำรวจสังคมตำรวจโจรที่มีสายร่วมทำงานกับตำรวจจนได้ดีมีเงินเป็นพันล้าน และการกำกับภาพที่ไม่เหมือนใคร
ความน่าหลงใหลของไมอามีในแบบของมานน์คือการโอบรับเวลาของต้นยุค 2000s ตั้งแต่ช็อตแรกที่กระแทกหน้าคนดูด้วยเพลง Numb ของ ‘ลิงคิน พาร์ก’ (Linkin’ Park) และการทดลองใช้กล้องดิจิทัลมาช่วยผลักดันสภาวะจิตใจของตัวละคร ถ่ายทอดโลกของอาชญากรรมที่เต็มไปด้วยความอบอ้าว รวดเร็ว ที่ทุกอย่างไร้ความหมายแม้กระทั่งความรักและความสัมพันธ์ ซึ่งเห็นได้ชัดตั้งแต่การตายของสายสืบที่โดนรถสิบล้อชนแต่แทบไม่มีเสียงใดๆ มีเพียงภาพรอยเลือดลากไปกับถนน
ซึ่งหากใครคุ้นเคยกับงานของมานน์ดี จะรับรู้ว่ามานน์มักจะเล่าเรื่องของมืออาชีพและมีความเข้าใจกับวงการอาชญากรรมและความมั่นคงในระดับโลกอย่างลึกซึ้ง ไปไกลกว่าทวีปอเมริกาเหนือ ความลึกดังกล่าวถูกต่อยอดอย่างชัดเจนในนวนิยาย ‘Heat 2’ ที่กำลังจะเปิดกล้องถ่ายทำในปีนี้ ที่เหล่าโจรต่างไล่ล่าซอฟต์แวร์ทหารระดับกองทัพสหรัฐฯ และถ่ายทอดภาพตลาดมืดที่ปกคลุมในแถบอเมริกาใต้และเอเชีย ซึ่งการสำรวจโลกอาชญากรรมทั้งหมดนี้ ก็มีที่มาจากการทำเรื่อง Miami Vice ก่อนจะไปสำรวจประเด็นความมั่นคงไซเบอร์ใน ‘Blackhat’ ต่อ
การที่ Miami Vice ถูกยอมรับในอีด 15 ปีต่อมา คงไม่ต่างอะไรจากการที่ ‘Eyes Wide Shut’ หรือ ‘Speed Racer’ กลายเป็นหนังในดวงใจของใครหลายคน ตัวหนังไม่ได้สนใจโครงสร้างภาพยนตร์หรือการสร้างภาพและเฟรมในแบบที่คนคุ้นเคย แต่เป็นการท้าทายคนดูกับความเป็นไปได้ในภาษาใหม่ๆ (เมื่อเทียบกับภาษาภาพยนตร์ที่ยอมรับในหนังสำหรับคนดูหมู่มาก)
และถึงแม้คนดูรุ่นใหม่อาจจะไม่ชินกับภาษาของมานน์ที่โยนการเล่าเรื่องแบบพื้นฐานมาเล่า ที่ในตอนแรกตัวเอกกำลังสืบคดีหนึ่งอยู่และโยนคดีนั้นทิ้งในทันทีมาสืบคดีหลัก หรือจะเป็นฉากจบที่ไม่อาจจับกุมวายร้ายที่หายไปกับสายลมได้ หรือการถ่ายทอดเรื่องความสัมพันธ์และรักที่เป็นไปไม่ได้ของตัวละคร ในระดับที่เอากล้องเข้าไปอาบน้ำด้วยจนแทบกระแทกหน้า แต่เชื่อว่าทุกคนน่าจะต้องถูกโลกที่เต็มไปด้วยฟ้าร้องแต่ฝนไม่เคยตกนี้ดึงดูดเข้าไปบ้าง
และหลังจากความสำเร็จแบบซ้อน 3 ที่ โจเซฟ โคซินสกี (Joseph Kosinski) ได้ปลุกชีพ IP เก่าๆ ขึ้นมาอีกครั้งกับ Tron: Legacy, Top Gun: Maverick และ F1 (ถือว่าเป็นการปลุกชีพ Days of Thunder) งานต่อไปของโคซินสกีคือภาพยนตร์เรื่อง ‘Miami Vice’85’ ที่จะนำแสดงโดย ไมเคิล บี. จอร์แดน (Michael B. Jordan) และ ออสติน บัตเลอร์ (Austin Butler) คำถามใหญ่สุดก็คือ โคซินสกีจะนำภาษาดิจิทัลอันแสนเขรอะขระมาพัฒนาต่อ หรือจะถ่ายแบบสะอาดสบายตาเป็นการตีความใหม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คงยากที่จะโค่นโลกที่มานน์สร้างเอาไว้ลงได้แน่นอน
ย้อนชม ‘Miami Vice’ ก่อนดูภาคใหม่ปี 2028 ได้แล้ววันนี้ใน Netflix
