‘Monster: The Ed Gein Story’ ซีรีส์เปิดแฟ้มฆาตกรผู้เป็น ‘ต้นแบบ’ ให้หนังสยองขวัญระดับตำนาน Psycho, The Texas Chain Saw Massacre, The Silence of the Lambs
‘Monster: The Ed Gein Story’ คือซีรีส์ลำดับที่สามในแฟรนไชส์ ‘Monster’ ของ Netflix จากผู้สร้าง ‘ไรอัน เมอร์ฟี’ (Ryan Murphy) และ ‘เอียน เบรนแนน’ (Ian Brennan) ที่เคยสร้างปรากฏการณ์มาแล้วกับเรื่องราวของเจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ และพี่น้องเมเนนเดซ ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการเจาะลึกชีวิตและอาชญากรรมสุดวิปริตของ ‘เอ็ดเวิร์ด เอ็ด กีน’ (นำแสดงโดย ชาร์ลี ฮันแนม) ฆาตกรและโจรขโมยศพจากรัฐวิสคอนซินในช่วงทศวรรษ 1950 ผู้มีฉายาว่า ‘นักเชือดแห่งเพลนฟิลด์’ (Butcher of Plainfield)
‘The Ed Gein Story’ พาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจชีวิตอันโดดเดี่ยวของเอ็ด กีน ที่เติบโตมาภายใต้อิทธิพลของแม่ผู้เคร่งศาสนาและกดขี่ จนนำไปสู่พฤติกรรมสุดสยองขวัญหลังการตายของเธอ เขาเริ่มขุดศพจากสุสานเพื่อนำชิ้นส่วนมนุษย์มาทำเป็นของใช้ในบ้านและเสื้อผ้า จนกระทั่งนำไปสู่การฆาตกรรมผู้หญิงสองราย ซึ่งทำให้โลกได้ค้นพบบ้านไร่ที่เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวและขนลุก
เอ็ด กีน ถือเป็นอาชญากรที่กลายเป็นต้นแบบให้กับตัวละครฆาตกรที่โด่งดังในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์สยองขวัญมาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Psycho (1960), The Texas Chain Saw Massacre (1974), และ The Silence of the Lambs (1991) ซึ่งในซีรีส์เองก็ได้พยายามนำเสนอจุดกำเนิดของฆาตกรต่อเนื่องที่ยังคงส่งเสียงผ่านยุคสมัย ด้วยการสอดแทรกบางอย่างของภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องนี้ลงไปในเนื้อหา
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของเอ็ด กีน ถือเป็นจุดเปลี่ยนให้กับวงการภาพยนตร์สยองขวัญ เนื่องจากก่อนคดีของเขาจะถูกเปิดโปงในปี 1957 หนังสยองขวัญในยุคนั้นส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับอสูรกายและสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ เช่น แวมไพร์, มนุษย์หมาป่า หรือนักวิทยาศาสตร์คลั่ง เช่น แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) แต่คดีของเอ็ด กีน ได้สร้างความช็อกให้สังคมอเมริกันอย่างรุนแรง เพราะมันคือความสยองขวัญที่อยู่ในตัวเพื่อนบ้านของเรา
คดีของเอ็ด กีน ได้เปิดเปลือยความวิปริตที่ซ่อนอยู่ในมนุษย์ ทั้งการฆ่า, การขุดศพ, การทำเฟอร์นิเจอร์จากชิ้นส่วนมนุษย์, และปมจิตวิทยาที่ซับซ้อนในความสัมพันธ์กับแม่ มันเลยทำให้สังคมและนักสร้างสรรค์เริ่มเปลี่ยนความคิดว่า ‘ความน่ากลัว’ ที่สุดอาจไม่ใช่ผีสางหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่มันคือมนุษย์ด้วยกันเอง
สิ่งนี้ได้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการนำไปปรุงแต่งเป็นเรื่องราว เริ่มจาก Psycho (1960) ที่ ‘อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก’ หยิบเอาคดีของเอ็ด กีน มาเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการหนังสยองขวัญอย่างสิ้นเชิง ฮิตช์ค็อกไม่ได้แค่เล่าเรื่องฆาตกร แต่เขาท้าทายขนบของฮอลลีวูดในยุคนั้นด้วย เช่น การฆ่าตัวละครเอกอย่าง ‘แมเรียน เครน’ ตั้งแต่หนังยังเดินทางไม่ถึงครึ่งเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนและมันทำลายความรู้สึกปลอดภัยของผู้ชมโดยสิ้นเชิง
Psycho ไม่ได้เน้นความเลือดสาด แต่เน้นความระทึกขวัญและความผิดปกติทางจิตของตัวละคร นอร์แมน เบตส์ มันทำให้ความสยองขวัญย้ายจากข้างนอกเข้ามาสู่ข้างในจิตใจของมนุษย์ และทำให้ผู้ชมเริ่มคุ้นชินและยอมรับความรุนแรงในรูปแบบที่สมจริงและกระทบกระเทือนจิตใจมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้กับความสยองขวัญรูปแบบใหม่
ในขณะที่ The Texas Chain Saw Massacre (1974) สร้างขึ้นมาในยุคที่สังคมอเมริกันกำลังบอบช้ำและสับสนจากสงครามเวียดนาม ผู้กำกับ โทบี ฮูเปอร์ ไม่ได้ต้องการสร้างหนังที่น่ากลัวแบบ Psycho แต่สะท้อนบรรยากาศของยุคสมัยที่ให้ความรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น เช่น การที่ให้เหยื่อถูกปฏิบัติเหมือน ‘สัตว์ในโรงฆ่า’ พวกเขาถูกแขวนบนตะขอ, ถูกทุบด้วยค้อน, ถูกไล่ล่าอย่างไม่ลดละ มันคือการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จนหมดสิ้น
ต่อมาคือ The Silence of the Lambs (1991) ภาพยนตร์สยองขวัญ/ระทึกขวัญเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่คว้ารางวัลออสการ์ ‘Big Five’ ซึ่งเป็น 5 สาขาที่ใหญ่สุด ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
ตัวละครฆาตกรในเรื่องอย่าง ‘บัฟฟาโล บิลล์’ ไม่ได้มีต้นแบบมาจากฆาตกรคนใดคนหนึ่งโดยตรง แต่พฤติกรรมถลกหนังเหยื่อผู้หญิงเพื่อนำมาทำชุดมนุษย์ โดยมีปมเรื่องเพศสภาพของตนเองนั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเอ็ด กีน อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การกลับมาของเอ็ด กีน ในเวอร์ชันล่าสุดผ่านซีรีส์ของ Netflix ซึ่งทำหน้าที่สำรวจเรื่องราวของบุคคลผู้เป็น ‘ต้นฉบับ’ ของฆาตกรเหล่านั้นอีกครั้ง ก็ไม่วายถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการผลิตซ้ำความรุนแรงและเนื้อหาที่เชิดชูให้ฆาตกรมีแสงในสื่ออีกครั้ง บวกกับภาพชิ้นส่วนมนุษย์ที่โจ่งแจ้งเกินความจำเป็น จนทำให้รู้สึกเหมือนเป็นการ ‘ขายความสยอง’ มากกว่าการนำเสนอเพื่อวิเคราะห์จิตใจของฆาตกรหรือให้เกียรติเหยื่อ
แม้ว่าซีรีส์จะพยายามสอดแทรกประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่คลั่งไคล้คดีฆาตกรรม (True Crime) และพยายามตั้งคำถามว่า ใครกันแน่ที่เป็นปีศาจ ‘เอ็ด กีน’ หรือเหล่าผู้คนที่นำเรื่องราวชีวิตของเขามาทำให้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเพื่อความบันเทิง แต่นักวิจารณ์ก็ยังมองว่าวิธีการนำเสนอนั้นแข็งทื่อและยัดเยียดเกินไป และย้อนแย้งกับการที่ซีรีส์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม True Crime อย่างชัดเจน
ฉากสุดท้ายของซีรีส์ได้สะท้อนถึงอิทธิพลความคลั่งไคล้ฆาตกร ด้วยภาพกลุ่มวัยรุ่นที่พยายามจะขโมยป้ายหลุมศพของเอ็ด แล้วก็ตามมาด้วยเสียงของเอ็ด กีน ที่มาในรูปของตัวละคร นอร์แมน เบตส์, บัฟฟาโล บิลล์ และ เลเธอร์เฟซ ขณะที่เอ็ดยืนมองจากระยะไกลและยิ้มอย่างนุ่มนวล แล้วซีรีส์ก็ค่อยๆ ดับมืดลงด้วยภาพเดียวกับตอนจบของ ‘The Texas Chain Saw Massacre’ กับเลื่อยไฟฟ้ากับท่าเต้นอันบิดเบี้ยว ราวกับต้องการสะท้อนว่าความบ้าคลั่งและความรุนแรงนี้เป็นวงจรที่ไม่สิ้นสุด มันได้ฝังรากลึกและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยนิยมไปแล้วนั่นเอง
