No Other Choice เหยื่อของการผลัดใบ
หลังจากผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับมาแล้วในช่วงต้นของชีวิต คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนใช้ ‘กระดาษ’ น้อยลง เพราะการเขียนถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมต่างๆ ไล่มาตั้งแต่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงการใช้ AI เข้ามาช่วย ‘เขียน’ แทนเรา
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง ‘No Other Choice’ ผลงานการกำกับของ ‘พัก ชานอุก’ (Park Chan-wook) ที่เคยฝากผลงานดังมาแล้วอย่าง ‘The Handmaiden’ (2016) หรือ ‘Decision to Leave’ (2022) และในบทความนี้จะขอพูดถึงวิธีการทำหนังแบบพัก ชานอุกแท้ๆ แบบที่แฟนหนังเดนตายของผู้กำกับท่านนี้น่าจะชื่นชอบและชื่นชมได้ไม่ยาก
‘No Other Choice’ ดัดแปลงจากภาพยนตร์ ‘The Ax’ (2005) ของ ‘Costra-Garvas’ คนทำหนังชาวกรีซรุ่นเก๋า (ปัจจุบันอายุ 92) ที่เรื่องราวก็ดัดแปลงมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันในปี 1997 ของนักเขียน ‘Donald E. Westlake’ สำหรับภาพยนตร์ฉบับของพัก ชานอุก ได้ปรับเปลี่ยนเรื่องราวร้ายๆ จากระบอบทุนนิยมของทวีปยุโรป มาเป็นสิ่งที่คนวัยใกล้ชราต้องสู้รบปรบมือด้วยอย่างเรื่อง ‘เทคโนโลยี’ ที่ไม่โดนเส้นกับคนรุ่นเก่าอย่างแรง และหนทางที่เขาเลือกจะต่อสู้ก็เป็นวิธีที่คนรุ่นใหม่อาจจะคิดว่ามัน ‘โบราณ’ เสียเหลือเกิน
พัก ชานอุกเป็นผู้กำกับคนท้ายๆ ของยุค ‘Korean New Wave’ ที่มีเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง พัก กวังซู (Park Kwang-su), อี ชางดง (Lee Chang-dong) และ คิม คีด็อก (Kim Ki-duk) และด้วยอายุย่างเข้า 60 ต้นๆ ของเขา ซึ่งเป็นวัยที่ใกล้เคียงกับพระเอกของ ‘No Other Choice’ อย่าง ‘You Man-soo’ (รับบทโดย ‘Lee Byung-hun’) ด้วยวัยที่มากขึ้นของเขา อาจจะเกิดการตั้งคำถามกับ ‘ความใหม่’ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนแทบไม่มีที่ยืนให้กับคนรุ่นเขา
ผู้เขียนทึกทักเอาเองโดยอาศัยมุมมองของวัยที่ไม่ห่างจากตัวผู้กำกับมากนัก เขาอาจจะรู้สึกว่าตัวเขานั้น กำลังถูก ‘แทนที่’ ด้วยอะไรใหม่ๆ วิธีการเล่าเรื่องแบบใหม่ๆ แต่ด้วยความเป็นผู้กำกับแนว ‘Auteur’ ที่ยึดมั่นในแนวทางของตน พัก ชานอุกน่าจะอยากเล่าเรื่องด้วยวิธีการในแบบของเขา ในสไตล์ตลก ‘ขมขื่น’ แบบที่เขาถนัด และเขาเลือกเอา ‘ต้นไม้’ และ ‘กระดาษ’ มาเป็นวิธีการเล่า วิธีการใช้ชีวิต ไปจนถึงวิธีการแก้ปัญหา แบบที่ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะมันถูกคิดมาอย่างซับซ้อนและถี่ถ้วน ตามรูปแบบที่คนทำหนังถนัด ที่นักดูหนังรุ่นใหม่ๆ อาจจะบอกว่า มันเต็มไปด้วย ‘Flaw’ และ ‘Plot Hole’ เต็มไปหมด แต่ No Other Choice ได้เลือกวิธีที่จะตอบเรื่องนี้ได้ทั้งหมดในองก์ที่สามของหนัง
‘กระดาษ’ สิ่งประดิษฐ์ที่ถูกผลิตมาแล้วเกือบ 2,000 ปี สิ่งที่เป็นตัวแทนของคนยุคเก่า ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้คนทำหนังยุคใหม่ Gen Y, Gen Z จะยังใช้ ‘กระดาษ’ เป็นเอกสารในการออกกองถ่ายอยู่ไหม แต่ผู้เขียนได้ไปออกกองในยุคหลังๆ เขาไม่ได้แปะ shooting board อยู่ข้างๆ จอมอนิเตอร์อีกแล้ว เขาคุยกับทุกทีมผ่าน ‘QTake’ ในกองถ่ายภาพยนตร์ 1 เรื่อง ที่เคยใช้กระดาษไม่น้อยว่า 3-4 รีม ยังถูก ‘disrupt’ ด้วยอะไรแบบนี้ ประสาอะไรกับคนรุ่นเก่าในอาชีพอื่นๆ ที่ต้องอยู่ท่ามกลาง ‘ความใหม่’ แบบนี้ที่จู่โจมเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว
และสิ่งเหล่านั้นก็ถูกนำเสนออย่างแยบยลผ่านพนักงานบริษัทกระดาษคนแล้วคนเล่า ที่อยู่ในวงการมากว่า 20 ปี เป็นถึงผู้บริหารระดับกลาง สิ่งที่ดูเหมือนเคยเป็นความมั่นคง กลับถูกแทนที่ด้วยอะไรที่ใหม่กว่า คนใหม่ เครื่องจักรใหม่ ไปจนถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้วหนทางรอดของพวกเขาเหล่านั้นกับชีวิตที่ยังเหลือ และภาระที่หนักอึ้งจะเป็นเช่นไร บางทีทางออกของปัญหานั้น จำเป็นต้องพึ่งวิธีการแก้ปัญหาแบบเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ นั่นก็คือการใช้ ‘ความรุนแรง’
ผู้เขียนขอไม่อธิบายถึงเรื่องราวในหนัง แต่อยากให้ผู้ชมจับสังเกตถึงฟุตเทจช่วงท้ายของภาพยนตร์ ที่หากใคร่ครวญอย่างรอบคอบก็จะค้นพบว่าฟุจเทจเหล่านั้น ที่ดูคุณภาพแตกต่างจากเนื้อเรื่องที่เหลือที่ดูเป็นการจัดวางทางภาพยนตร์อย่าง ละเมียดละไมนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมผู้เขียนถึงเลือกที่จะตั้งชื่อบทความในทำนองนี้
‘Retirement Crisis’ เป็นปัญหาที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศเราด้วย กำลังก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางของพายุนั้น เราพบเห็นปัญหานี้ได้จากหน่วยสังคมที่เล็กที่สุดอย่างครอบครัว ไปจนถึงหน่วยที่ใหญ่กว่าอย่างพวกมนุษย์ลุง มนุษย์ป้า และหน่วยที่ใหญ่ที่สุดอย่างในระดับประเทศ หลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ผู้เขียนก็มาตรึกตรองถึงตนเองว่า “เราเป็นมนุษย์ลุงหรือเปล่านะ?
ถ้าเราเจอปัญหาแบบ Man-soo เราจะแก้ปัญหาแบบนี้อย่างไรนะ ผู้เขียนไม่ทราบคำตอบ อาจเพราะยังไม่ถึงเวลาแบบนั้นจริงๆ แต่หากผู้อ่านคิดว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังคนแก่น่าเบื่อ มันไม่ใช่เช่นนั้นเลย พัก ชานอุกยังคงเป็นคนทำหนังที่มีฝีไม้ลายมือแพรวพราว มีลูกล่อลูกชนและอารมณ์ขำขื่นในแนวถนัดของเขาเช่นเคย และเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ควรค่าในการสละเวลา 2 ชั่วโมง 19 นาที ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
เพราะวันหนึ่งประเทศของเราก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบุรณ์ และวันหนึ่งผู้อ่านก็น่าจะได้มีโอกาสเป็นมนุษย์ลุงมนุษย์ป้าเหมือนกัน และวันนั้น จะยังมีกระดาษหรือเปล่า ผู้เขียนก็คงไม่ทราบ เพราะขนาดผู้เขียนใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าผู้เขียน แต่บทความทั้งหมดเหล่านี้ ผู้เขียนใช้พิมพ์ล้วนๆ
