ภาพลวงตาย ซีรีส์สืบสวน ที่พาเราไปดู ‘ภาพลวงตา’ ของความเชื่อ และคำว่าครอบครัว
[มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์]
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘ภาพลวงตาย’ ซีรีส์ไทย Netflix Original กำกับโดย ‘ชยันต์ เล้ายอดตระกูล’ ได้ลงสตรีมมิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยซีรีส์เรื่องนี้จะพาเราเดินทางไปยังอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ที่กำลังมีเหตุการณ์เด็กหายไปอย่างปริศนา
การหายตัวไปของเด็กในหมู่บ้านนี้เอง ก็ได้ปลุกเรื่องเล่า ‘ผีโพง’ ให้กลับมา และมีผู้ต้องสงสัยอย่าง ‘ณรงค์’ (อาหนู-สุรศักดิ์ ชัยอรรถ) ชายชราผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ผู้เป็นพ่อ ‘วรรณ’ (แต้ว-ณฐพร พรประภา) และ ‘วัฒน์’ (ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์) โดยมี ‘พีท’ (เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์) นายตำรวจสืบสวนที่เพิ่งย้ายมาจากเมืองกรุง คอยสืบสวนตามหาความจริง
ตลอดทั้งเรื่อง ซีรีส์เล่าในสไตล์ Slow-burn ที่ค่อยๆ บ่มเพาะบรรยากาศให้อึมครึมขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงแม้จะเล่าเรื่องผ่านมุมมองของวรรณในฐานะเสาหลักของครอบครัวเป็นหลัก แต่ตัวละครทุกตัวต่างก็มีพื้นที่เป็นของตัวเองไม่มากก็น้อย และจังหวะที่ค่อยเป็นค่อยไปนี้เอง ค่อยๆ ทำให้เราเห็นว่า แก่นแท้ของเรื่องไม่ได้สนใจเลยว่าผีโพงจะมีอยู่จริงหรือไม่ หากกำลังสะท้อนกลไกทางจิตวิทยาที่มนุษย์เราใช้ความเชื่อมาสร้าง ‘ภาพลวง’ เพื่อมาปิดบังความจริงอยู่ต่างหาก
เพราะไม่ว่าจะในหนังหรือในโลกความเป็นจริง หลายๆ ครั้งที่คนเราเลือกเชื่อ ‘เพราะอยากเชื่อ’ ไม่ได้เลือกเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะมันถูกต้องตามหลักฐานเชิงประจักษ์ ยิ่งเมื่อมีผู้นำทางความคิดในชุมชนคอยชี้นำ (ดังเช่นตัวละครหมอผีในเรื่อง) ผู้คนก็พร้อมใจกันละทิ้งข้อเท็จจริงไปได้ง่ายๆ และตำนานเรื่องเล่าลี้ลับเป็นวัตถุดิบชั้นดี ที่สามารถนำมาใช้กลบเกลื่อนความชั่วร้ายของมนุษย์ด้วยกันเอง จนมันกลายเป็นภาพลวงตาขนาดใหญ่ ที่คนทั้งหมู่บ้านร่วมมือกันสร้างขึ้นมา
แต่ถ้าจะมีภาพลวงตาไหนที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีสางนอกบ้าน ก็คงต้องยกให้ภาพลวงอันเปราะบางภายใน ‘สถาบันครอบครัว’ ที่ซีรีส์ค่อยๆ แยบออกมาทีละนิด เพราะถึงแม้แรกเริ่มฉากหน้าของเรื่องนี้จะเคลือบไว้ด้วยพล็อตสืบสวน แต่แก่นของมันจริงๆ คือ ‘ดราม่าครอบครัว’ ที่มีการเล่าผ่านสายสัมพันธ์ที่ทับซ้อนกันหลายระนาบ ทั้งในบ้านเดิมที่วรรณเติบโตมา และชีวิตคู่ของวรรณในปัจจุบัน
ในครอบครัวเดิมของวรรณ เราได้เห็นความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างแม่กับลูก ไปจนถึงช่องว่างระหว่าง พี่สาว-น้องชาย ที่ลึกๆ แล้วทุกคนต่างก็ต้องการการยอมรับ ความรัก และความซาบซึ้งในบุญคุณ แต่ความต้องการเหล่านั้นกลับถูกทำให้บิดเบี้ยวด้วยรูปแบบการเลี้ยงดูที่ผิดฝาผิดตัว และปัญหาคลาสสิกอย่างการ ‘รักลูกไม่เท่ากัน’ ที่มักเกิดจากความคิดของพ่อแม่ที่ปักใจเชื่อไปเองว่า สิ่งที่ตนหยิบยื่นหรือตีกรอบให้นั้นคือสิ่งที่ดีมากแล้วสำหรับครอบครัว แต่ที่จริงแล้วมันคือการใช้ความคาดหวังของตัวเองไปยัดเยียดคนอื่น จนค่อยๆ กัดกร่อนความรู้สึกของคนในบ้านทีละน้อย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบาดแผลที่ส่งต่อกันเป็นลูกโซ่ ในแบบที่ไม่มีใครนึกถึง
ตัดสลับมาที่ครอบครัวปัจจุบันของวรรณ ก็ยังมีมิติความสัมพันธ์ของคู่ชีวิตอย่าง ‘ยศ’ (ศตวรรษ เศรษฐกร) ผู้เป็นสามี ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของความเป็น ‘ชายแทร่’ ได้เลย เพราะยศคือสามีที่มีทั้งอัตตา และใช้สถานะผู้นำครอบครัวมาเป็นเครื่องมือกดทับวรรณอยู่ตลอดเวลา แม้แรงกดดันของเขาจะพุ่งเป้าไปที่ภรรยาโดยตรง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ส่งผลถึงลูกชายของทั้งคู่ไม่มากก็น้อย
เมื่อเดินทางมาถึงบทสรุป ซีรีส์ก็เลือกที่จะฉีกความคาดหวังของคนดู เพราะคนร้ายตัวจริงนั้นซ่อนอยู่ใน ‘จุดบอด’ ของเรื่อง ตัวละครที่มีตัวตนอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นเราเองที่มองข้ามไป และยังทำให้เห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นเพียงเสี้ยวเดียวจากบาดแผลและความเจ็บปวดในอดีต ที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา
ในพาร์ตท้ายนี้เอง ยังทำให้เราเห็นตัวตนของวรรณ และตอกย้ำประเด็นที่ว่ามนุษย์อย่างเราๆ ต่างก็มี ‘ด้านมืด’ ซุกซ่อนอยู่ อยู่ที่ว่าบาดแผลและความกดดันจะบีบคั้นให้เราเลือกเปิดเผยมันออกมาหรือไม่เท่านั้นเอง
และนี่เองคือความหมายของคำว่า ‘ภาพลวงตาย’ ภาพลวงที่ทั้งหลอกตา และพรากตัวตนของคนที่เรารักไปจนหมดสิ้น เป็นภาพลวงที่ถักทอขึ้นมาจากความเชื่อของชุมชน ความลับในครอบครัว และการหลอกตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด และมันก็กลายเป็นคำถามที่ทิ้งไว้ว่า แล้วเราจะมีความกล้าหาญพอที่จะยอมรับมัน หรือเราจะยอมจำนนและปล่อยให้ภาพลวงตาเหล่านั้น ‘ลวงตา’ เราต่อไป
