‘ปราโมทย์ แสงศร’ กับการกลับมาถ่ายทอดความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ ใน ‘อรุณกาล’

ในวงการภาพยนตร์ไทย ชื่อของ ‘ปราโมทย์ แสงศร’ อาจเป็นภาพจำของนักแสดงที่มีทั้งความดิบ ความเซอร์ และความเป็นขบถอยู่ในตัว แม้เจ้าตัวจะมีผลงานการแสดงที่น่าจดจำมากมายมาตั้งแต่ยุค 90s แต่ในอีกด้าน เขากลับเป็นคนที่พยายามหนีจากคำว่า ‘นักแสดง’ มาเกือบตลอดชีวิต 

การกลับมารับบทใน ‘อรุณกาล’ ครั้งนี้ถือเป็นการกลับมารับงานภาพยนตร์อีกรั้งในรอบหลายปี ภาพลักษณ์ความเซอร์ที่ผ่านกาลเวลามาอย่างสมบุกสมบันของเขากลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์มากขึ้น

และเมื่อเวลาผ่านไป ปราโมทย์จึงค่อยๆ ยอมรับว่า ในเมื่อผู้คนรู้จักและยอมรับเขาผ่านงานแสดง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องวิ่งหนีจากคำนี้อีก

“ผมเพิ่งมายอมรับหลังๆ ว่าเออ เราคือนักแสดงแหละ ผมมีหน้าที่ถ่ายทอดชีวิตของคนอื่นๆ ให้ผู้คนได้เห็นว่าโลกเรามันเป็นแบบนี้ คือหน้าที่ผม”

ใน ‘อรุณกาล’ เขาได้กลับมาทำหน้าที่นั้นอีกครั้ง ผ่านบท ‘อภัย’ ตัวละครที่อาจสะท้อนความจริงของชีวิตในด้านที่ไม่สวยงามที่สุดคนหนึ่งของเรื่อง

‘อภัย’ ไม่ใช่ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาให้คนดูรัก เขาคือมนุษย์ธรรมดาที่มีทั้งบาดแผล ความผิดพลาด และความพ่ายแพ้ เป็นด้านที่อาจไม่สวยงามนัก แต่ก็เป็นความจริงของชีวิตที่เกิดขึ้นกับใครหลายคน และสำหรับปราโมทย์นั่นแหละที่ทำให้ตัวละครนี้น่าสนใจ

“ผมชอบคนลูสเซอร์นะเพราะว่ามันเป็นมนุษย์ในสังคมจริงๆ หมายถึงว่ามันไม่ใช่พระเอก ที่อยู่บ้านทรายทอง แต่ว่ามันเป็นคน ผมแค่รู้สึกอย่างนั้นว่าบทนี้มันเป็นคน แล้วผมก็อยากถ่ายทอดออกมาว่า ก็นี่ไง คนก็เป็นแบบนี้ ก็ดูกันไว้แล้วกันว่า จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้สวยงามอะไรหรอก คนมันก็เป็นแบบนี้แหละ มีผิดมีถูก”

สิ่งที่ปราโมทย์มองเห็นในตัวละครนี้ คือชีวิตของคนคนหนึ่งที่ไม่ได้ถูกแบ่งง่ายๆ ว่าเป็นคนดีหรือคนเลว เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่ทำถูก ทำผิด แข็งแรง และเปราะบางปะปนกันไป

และนั่นทำให้การรับบทอภัยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการพยายามทำให้ตัวละครดู ‘น่าเห็นใจ’ แต่เป็นการยอมรับก่อนว่า มนุษย์คนหนึ่งสามารถเป็นแบบนี้ได้จริง

วิธีทำงานของปราโมทย์ใน ‘อรุณกาล’ จึงไม่ได้เริ่มต้นจากทฤษฎีการแสดงที่ซับซ้อน เขาเลือกอ่านบทเฉพาะส่วนของตัวเอง เพื่อเก็บพื้นที่บางอย่างไว้ให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตรงหน้ากล้องได้ทำงาน

“ผมขอรับบทมาอ่านแค่ของตัวเอง เพราะอยากได้รีแอ็กชันที่ออกมาโดยธรรมชาติ ไม่ได้ไปขีดเส้นใต้ หรือให้ความสำคัญมากจนล้นเกินไป หรือว่าให้มันเป็นวิชาการมากเกินไปครับ”

วิธีการเช่นนี้ทำให้การแสดงของปราโมทย์ใน ‘อรุณกาล’ ไม่ได้รู้สึกเหมือนการพยายาม ‘สวมบท’ เป็นใครอีกคน แต่คล้ายกับการปล่อยให้ชีวิตของ ‘อภัย’ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นผ่านตัวเขา

และส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาสามารถปล่อยตัวเองไปกับกระบวนการนี้ได้ อาจมาจากความไว้วางใจที่มีต่อคนทำหนัง ซึ่งไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในกองถ่าย แต่ก่อตัวขึ้นจากความสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างเขากับกานต์ ศิวโรจณ์ที่มีมายาวนานมาตั้งแต่สมัยที่เขาทั้งคู่ได้ทุนโครงการ Cannes Film Festival Residency ไปใช้ชีวิตด้วยกันเพื่อเขียนบทภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกหรือเรื่องที่สองของตนเองที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

เมื่อมองย้อนกลับไป จึงน่าสนใจไม่น้อยที่คนซึ่งเคยพยายามหนีจากคำว่า ‘นักแสดง’ กลับมาพบความหมายของคำนี้ในวันที่ไม่ได้พยายาม ‘แสดง’ ให้มากกว่าเดิม

สำหรับปราโมทย์ การเป็นนักแสดงในวันนี้อาจไม่ใช่เรื่องของการทำให้ตัวเองโดดเด่นอยู่หน้ากล้อง แต่คือการยอมให้ตัวเองกลายเป็นพื้นที่สำหรับชีวิตของใครอีกคน แล้วถ่ายทอดมันออกมาให้ผู้ชมได้เห็นว่า โลกไม่ได้มีเพียงคนที่เข้มแข็ง คนที่ประสบความสำเร็จ หรือชีวิตที่เดินไปอย่างสวยงามเสมอไป

บางครั้งชีวิตก็เต็มไปด้วยความผิดพลาด ความสูญเสีย ความพ่ายแพ้ และสิ่งที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ และ ‘อรุณกาล’ กำลังชวนเราไปมองเห็นทั้งความงดงามและความขมขื่นของชีวิตอย่างที่มันเป็น

มาร่วมสัมผัสการแสดงของ ‘ปราโมทย์ แสงศร’ และซึมซับเรื่องราวอันละเมียดละไมจากหัวใจ พร้อม ‘บอกลาความทรงจำครั้งเก่า…ก่อนการเดินทางครั้งใหม่’ ไปด้วยกันใน ‘อรุณกาล’ 3 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

‘อรุณกาล (Regretfully at Dawn)’

บอกลาความทรงจำครั้งเก่า…ก่อนการเดินทางครั้งใหม่

3 กันยายน 2569 ในโรงภาพยนตร์