Princess Mononoke แอนิเมชันในตำนานของจิบลิ กลับมาฉายในโรงภาพยนตร์ในระบบ IMAX

‘Princess Mononoke’ ผลงานแอนิเมชันระดับตำนานของจิบลิที่เล่าเรื่องราวมหากาพย์การต่อสู้ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ โดยมีฉากหลังเป็นป่าพงไพรสุดอลังการ ทั้งหมดถ่ายทอดผ่านงานภาพที่วาดมือกว่า 144,000 ภาพจนครองใจแฟนสตูดิโอจิบลิไปทั่วโลก

วันนี้ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้กลับมาฉายในโรงภาพยนตร์ครั้งแรกกับระบบ IMAX ตั้งแต่วันนี้ – 17 กันยายน 2568 และระบบปกติ เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

การหวนคืนโรงภาพยนตร์ของ ‘Princess Mononoke’ ทำให้หลายคนได้ย้อนความทรงจำวัยเด็กไปด้วย ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 1997 เกิดปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในวงการแอนิเมชันญี่ปุ่นกับการมาถึงของ ‘เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร’ หรือ ‘Princess Mononoke’ ภาพยนตร์แอนิเมชันที่นับว่าเข้ามาพลิกโฉมแอนิเมชันของ ค่ายจิบลิ (Studio Ghibli) ไปตลอดกาล

ก่อนหน้านี้อนิเมะญี่ปุ่นมีวิธีการเล่าเรื่องที่เน้นเนื้อหาเหมาะกับเด็ก โดยส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากโลกตะวันตกอย่าง สตูดิโอวอลต์ ดิสนีย์ ที่มักจะเล่าเรื่องโดยแบ่งแยกความชั่วและความดีของตัวละครออกจากกันอย่างชัดเจน จนถึงยุค 70s-90s ผู้สร้างอนิเมะญี่ปุ่นหลายค่ายเริ่มให้อิสระกับการเล่าเรื่อง ส่งผลให้เกิดอนิเมะแนวทดลองที่มอบแนวทางใหม่ให้กับวงการแอนิเมชันญี่ปุ่น หนึ่งในนั้นคือ ‘Princess Mononoke’ (1997) แอนิเมชันขนาดยาวผลงานการกำกับลำดับที่ 5 ของ ‘ฮายาโอะ มิยาซากิ’ (Hayao Miyazaki) ภายใต้ชื่อ สตูดิโอ Ghibli

‘Princess Mononoke’ หรือ ‘เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร’ บอกเล่าการต่อสู้ระหว่างมนุษย์จอมโลภและผืนป่าธรรมชาติที่โกรธเกรี้ยว ผ่านการเดินทางเพื่อแก้คำสาปของ ‘เจ้าชายอะชิทากะ’ หลังจากที่เขาลงมือฆ่าปีศาจหมูป่ายักษ์ที่เข้ามาทำร้ายคนในหมู่บ้านทำให้เขาถูกสาปให้กลายเป็นปีศาจหมูป่าเสียเอง

เจ้าชายอะชิทากะเดินทางผ่านมายังเมืองโลหะที่ทำอุตสาหกรรมเหล็กผลิตอาวุธเพื่อทำศึกสงครามกับเทพสัตว์ เขาได้พบกับ ‘เจ้าหญิงโมโนโนเกะ’ หรือ ‘ซัง’ ที่เติบโตมากับ ‘เทพหมาป่าโมโระ’ และ ‘เทพหมูป่าโอคโคโตะ’ การพบเจอกันระหว่างทั้งคู่ กลายมาเป็นตัวกลางระหว่างฝั่งธรรมชาติและฝั่งมนุษย์ที่ต้องหาทางยุติศึกที่เกิดขึ้นในนครโลหะแห่งนี้ให้ได้

‘Princess Mononoke’ ถือเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันญี่ปุ่นที่ประกอบไปด้วยภาพวาดมือกว่า 144,000 ภาพ มีการใช้คอมพิวเตอร์และ CGI เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็นับว่าเป็นแอนิเมชันที่ใช้ทุนสร้างสูงถึง 2.35 ล้านเยน ซึ่งสูงกว่าบรรดาแอนิเมชันญี่ปุ่นทั้งหมดที่สร้างขึ้นในช่วงเวลานั้น อีกทั้งความยาวถึง 133 นาที ถือว่ายาวที่สุดในบรรดาแอนิเมชันเรื่องอื่นๆ รวมถึงในค่ายจิบลิยุคนั้นด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ ‘Princess Mononoke’ โดดเด่นและเป็นที่พูดถึงไปตลอดกาล คือเนื้อเรื่องที่เริ่มจะไม่ประนีประนอมกับผู้ชมโดยเฉพาะกับเด็กๆ เป็นที่รู้กันว่าแอนิเมชันของมิยาซากิมักโดดเด่นในเรื่องของการนำเสนอมุมมองธรรมชาติและมนุษย์ โดยผูกโยงไปกับตำนานความเชื่อของญี่ปุ่น ถ่ายทอดผ่านตัวละครมนุษย์ สัตว์ เทพเจ้า แม่มด ไม่ว่าจะเป็น ‘Kiki’s Delivery Service’ (1989) หรือ ‘My Neighbour Totoro’ (1988) แต่ทั้งสองเรื่องที่กล่าวมามักเผยให้เห็นความน่ารักและต่อให้มีฉากเศร้าก็ยังมีความอ่อนโยนที่เหมาะแก่การรับชมกันได้ทั้งครอบครัว

แต่ ‘Princess Mononoke’ กลับนำเสนอในมุมที่แตกต่างออกไป เริ่มจากการสร้างตัวละครให้มีมิติมากกว่าแค่ขาวและดำ แต่ทำให้เห็นว่าทุกตัวละครต่างก็มีเหตุผลของตนเอง อันดับต่อมาคือเนื้อเรื่อง มิยาซากิหยิบเอาความโกธรเคืองของเขาที่มีต่อสงครามในยูโกสลาเวีย โดยเฉพาะความคิดที่ว่า ‘มนุษย์ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากสงครามเลย’ ความคิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากล่าวว่า ตนเองไม่สามารถกลับไปสร้างแอนิเมชันที่มีแต่ความสดใสได้เหมือนเรื่องก่อนๆ อีกแล้ว

เขานำเอาความรู้สึกส่วนตัวมาผูกโยงกับตำนานเทพเจ้าแห่งป่าของญี่ปุ่นในสมัยศตวรรษที่ 14 ก่อนร้อยเรียงออกมาเป็นเรื่องราวที่พูดถึงความเสื่อมโทรมของธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ โดยในเรื่องเผยให้เห็นด้านมืดอย่างตรงไปตรงมา ทั้งความเกลียดชัง ความชั่วร้ายของมนุษย์และสัตว์ ตัวละครถูกทำร้ายจนทรมาน การต่อสู้ที่เผยให้เห็นการนองเลือดและการสูญเสีย จนทำให้นักวิจารณ์หลายคนมองว่าเนื้อหาดังกล่าวมีความรุนแรงเกินกว่าจะสร้างมาเพื่อเด็กๆ

แต่เจตนารมณ์ของมิยาซากิกลับยิ่งใหญ่กว่านั้น คือนอกจากความต้องการที่จะปลูกฝังเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับเด็กๆ แล้ว เขายังต้องการให้เด็กเรียนรู้มุมมองจากธรรมชาติและมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า ‘มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และทั้งสองต่างก็ต้องพึ่งพากันและกัน’ อีกทั้งเราจะได้เห็นเจตนารมณ์ของเขาผ่านตอนจบของเรื่อง ที่หากเป็นแอนิเมชันเรื่องอื่นๆ คงรู้แพ้รู้ชนะในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่กับ ‘Princess Mononoke’ ผู้ชมจะไม่เห็นบทสรุปที่ชัดเจนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ นอกจากมุมมองที่ชวนคิดต่อ

ทั้งหมดนี้ถ่ายทอดผ่านโลกที่เต็มไปด้วยฉากหลังอย่างผืนป่าสุดอลังการ และด้วยลายเส้นที่ละเอียดยิบจนเกิดความลึกซึ้ง ก็ส่งให้แอนิเมชันเรื่องนี้ประสบความสำเร็จด้วยรายได้ที่สูงถึง 11.3 ล้านเยน และได้รับคะแนนสูงถึง 93 เปอร์เซ็นต์ Certified Fresh บนเว็บ Rotten Tomatoes โดย เลโอนาร์ด คลาดี (Leonard Klady) แห่งนิตยสาร Variety

นอกจากนี้ ‘Princess Mononoke’ ยังเป็นแอนิเมชันเรื่องแรกของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ชนะรางวัล Japan Academy Prize สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเวที Japan Academy Awards ครั้งที่ 21 และยังคว้ารางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม และรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม จากเวที Mainichi Film Awards ในปี 1997 และรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี จาก Kinema Junpo Awards นิตยสารภาพยนตร์เก่าแก่ของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การมาถึงของแอนิเมชันเรื่องนี้กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนต่อการสร้างแอนิเมชันของค่ายจิบลิรวมถึงแอนิเมชันเรื่องอื่นๆ ของญี่ปุ่นด้วย และว่ากันว่า ‘Princess Mononoke’ ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับ เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ในแง่ของการพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

และในวันนี้ ‘Princess Mononoke’ เดินทางมาถึงปีที่ 28 ที่ระหว่างทางเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านของโลกแอนะล็อกสู่ยุคดิจิทัล อันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติหนักหน่วงขึ้น แต่ดูเหมือนว่าแอนิเมชันเรื่องนี้ยังคงพูดถึงปัญหาได้อย่างร่วมสมัยอยู่เสมอ