‘อรุณกาล’ กับศิลปะการกำกับภาพ แบบ ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ของ ‘ม.ร.ว.อัมพรพล ยุคล’ 

ก่อนที่ ‘อรุณกาล’ (Regretfully at Dawn) จะกลายมาเป็นภาพยนตร์อย่างที่เราเห็นในวันนี้ โปรเจกต์นี้เดินทางมานานนับสิบปี และ ‘ปิง-ม.ร.ว.อัมพรพล ยุคล’ ผู้รับหน้าที่ผู้กำกับภาพก็รู้จักหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่วันที่มันยังเป็นเพียงบทสนทนาหลังเลิกกองของ ‘ที่รัก’ (Eternity) ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ ‘กานต์-ศิวโรจณ์ คงสกุล’

ตลอดเวลาที่หนังค่อยๆ ก่อตัวขึ้น มิตรภาพของทั้งคู่ก็เติบโตไปพร้อมกัน ผ่านบทสนทนาทั้งเรื่องภาพยนตร์ การทำงาน และเรื่องราวของชีวิต จนเมื่อถึงวันที่ ‘อรุณกาล’ ได้เริ่มต้นถ่ายทำจริง ม.ร.ว.อัมพรพลซึ่งร่วมงานกับศิวโรจณ์มาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก และรับรู้ถึงการมีอยู่ของโปรเจกต์นี้ตั้งแต่มันยังเป็นเพียงไอเดียที่ล่องลอยอยู่ในวงสนทนา จึงยินดีกลับมารับหน้าที่ถ่ายทอดโลก ความรู้สึก และสายตาของศิวโรจณ์ผ่านงานภาพอีกครั้ง

[มิตรภาพร่วมทศวรรษ จาก ‘ที่รัก’ สู่ ‘อรุณกาล’]

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราอาจไม่ค่อยได้เห็นผลงานการถ่ายภาพยนตร์ของคุณปิงบ่อยนัก แต่กับ ‘อรุณกาล’ ผู้กำกับภาพคงจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ เพราะตัวตนและมุมมองของคุณปิงคือชิ้นส่วนสำคัญที่ผู้กำกับอย่าง ‘กานต์’ ไว้วางใจและเลือกไว้มาตั้งแต่แรก

“กานต์เขาคุยเรื่องนี้กับผมตั้งแต่ตอนถ่าย ‘ที่รัก’ แล้วครับว่าเขามีความคิดอยากทำหนังเรื่องนี้ เรื่องราวจะเป็นประมาณไหน ช่วงที่ทำ ‘ที่รัก’ ทุกเย็นพวกเราจะมานั่งรวมกัน คุยเรื่องงานที่กำลังทำ บางครั้งก็คุยถึงหนังเรื่องนี้ (อรุณกาล) ด้วย ผมเหมือนอยู่กับโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ตอนนั้น เพียงแต่กว่าจะได้กลับมาถ่ายทำจริงๆ ก็ผ่านไปเกือบสิบปี”

ด้วยความเป็นเพื่อน ทำให้วิธีการทำงานระหว่างคุณกานต์และคุณปิงจึงไม่เหมือนการทำงานระหว่างผู้กำกับภาพกับผู้กำกับทั่วไป แต่บทสนทนาที่เกิดขึ้นตามประสาเพื่อนแบบไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ทั้งคู่รู้จักและเข้าใจการมองโลกของกันและกันได้มากขึ้น

“ผมรู้สึกว่าสิ่งสำคัญคือการได้รู้จักกัน พอกลับมาอ่านบท เราก็จะรู้จักตัวตนของเขาผ่านบทได้มากขึ้น มันต่างจากการจ้างคนที่มีทักษะสูงมากๆ เข้ามาในช่วงเวลาสั้นๆ อ่านเฉพาะบท แต่ไม่ได้รู้จักชีวิตหรือความคิดเบื้องหลังของคนเขียน

“พวกเราคุยสัพเพเหระ คุยเรื่องชีวิต บางวันไม่ได้คุยเรื่องการถ่ายหนังเลยด้วย แต่การคุยแบบนั้นทำให้เราเข้าใจกันมากพอที่จะถ่ายทอดสิ่งที่อีกฝ่ายคิดออกมา”

และตลอดเวลาเกือบสิบปีผู้กำกับเองก็เติบโตและมองชีวิตเปลี่ยนไป ทำให้บทภาพยนตร์ฉบับแรกและฉบับที่นำมาถ่ายทำจริงมีความแตกต่างกันอย่างมาก คุณปิงเล่าว่าความใหญ่โตของเหตุการณ์ค่อยๆ ถูกลดทอน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความสัมพันธ์เล็กๆ ภายในครอบครัวชัดเจนขึ้น

“จากเดิมที่มีทั้งฉากสงคราม เรื่องราวเกี่ยวกับความตายค่อนข้างเข้มข้น องค์ประกอบพวกนั้นก็ค่อยๆ ลดลง ผมคิดว่าเวลาทำให้ความคิดของกานต์ตกผลึกขึ้น ทำให้เขามองเรื่องบางอย่างเปลี่ยนไป”

[ศิลปะการกำกับภาพจากการรู้จักชีวิตผู้กำกับ มากกว่ารู้จักเพียงบทภาพยนตร์]

สำหรับคุณปิง ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับผู้กำกับไม่ได้ลดทอนความเป็นมืออาชีพของเขาแต่อย่างใด แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบและตั้งใจกับงานมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะในสายตาของเขา ‘อรุณกาล’ ไม่ใช่เพียงงานอีกหนึ่งชิ้น แต่เป็นหนังที่เพื่อนคนหนึ่งอยากสร้างมาตลอดหลายปี

การทำงานกับผู้กำกับอย่างกานต์ ศิวโรจณ์ คุณปิงไม่ได้อาศัยเพียงการอ่านบทและตีความ แต่เกิดจากการรู้จักตัวตน รสนิยม และมุมมองต่อชีวิตของผู้กำกับ เพราะบางครั้ง การจะเข้าใจว่าภาพหนึ่งควรมีแสง สี หรือบรรยากาศแบบไหน อาจต้องรู้ให้ลึกไปกว่าว่าเรื่องราวกำลังเล่าอะไร แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าคนที่สร้างเรื่องนั้นมองโลกอย่างไร

“เวลาทำงานกับกานต์ ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นตากล้องที่มาถ่ายหนังให้ผู้กำกับครับ ผมรู้สึกเหมือนมาช่วยเพื่อนทำหนังที่เขาตั้งใจอยากทำมาตั้งนานให้เสร็จ ทำให้เขาได้สร้างหนังเรื่องนี้จริงๆ 

“ข้อดีคือเรารู้จักกันมาเป็นสิบปี รู้จักชีวิต รสนิยม และมุมมองของกันและกัน พอมันมีความไว้ใจกัน มันจะไม่มีคำถามต่อกันว่าอีกคนกำลังทำงานหรือคิดอะไรอยู่ แต่มาคุยกันมากกว่าว่าหนังเรื่องนี้ต้องการอะไร และจากข้อจำกัดที่มีพวกเราสามารถทำอะไรได้บ้าง”

เขาไม่ได้ทำหน้าที่แค่ถ่ายทอดสิ่งที่กานต์คิดให้ออกมาเป็นภาพเท่านั้น แต่ยังสามารถมองเห็นทิศทางที่กานต์ต้องการจะพาหนังไปและเปิดโอกาสให้งานภาพของ ‘อรุณกาล’ เติบโตจากความเข้าใจร่วมกัน มากกว่าการพยายามสร้างความสวยงามขึ้นมาเพื่อโดดเด่นเพียงอย่างเดียว

แม้ ‘อรุณกาล’ จะได้รับคำชื่นชมในแง่ของงานภาพที่สวยงาม ละเมียดมะไม ทั้งฉากวิวทิวทัศน์ธรรมชาติ หรือซีนที่ต้องเน้นอารมณ์ตัวละคร ภาพก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี แต่คุณปิงเล่าว่าเป้าหมายในการกำกับภาพเรื่องนี้ ไม่ใช่การจงใจสร้างช็อตที่สวยงามจนแยกออกจากเรื่อง แต่เลือกที่จะควบคุมคุณภาพของภาพทั้งเรื่องให้กลมกลืนกัน หัวใจสำคัญคือการทำให้คนดูรู้สึกว่า สถานที่แห่งนี้อาจเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดสำหรับใครบางคน อย่างฉากบ้านต้นไม้ก็ถ่ายทอดออกมาให้เรารู้สึกได้จริงๆ ว่า ความอบอุ่นที่เด็กคนนี้ได้รับมันมากล้นจริงๆ

“ตัวละครเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมนี้มาตั้งแต่เด็ก ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่วิเศษสำหรับเขา มีบ้าน มีพื้นที่กว้าง ขี่จักรยาน เล่นกับหมา ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว วันที่เขาต้องเดินทางจากบ้านไปอยู่ปารีส ซึ่งอาจต้องอยู่ในห้องเล็กๆ และพบเจอผู้คนหลากหลาย ถ้าเขาปรับตัวไม่ได้ เราก็คงเรียกไม่ได้เต็มที่ว่าชีวิตของเขาดีขึ้น”

[ภาพยนตร์ที่ไม่ได้ต้องการคำตอบเดียว]

ในฐานะผู้กำกับภาพ ที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายภาพ แต่รับหน้าที่แปลบทภาพยนตร์และแนวคิดของผู้กำกับให้ออกมาเป็นภาษาภาพที่ทำให้คนดูรู้สึกร่วมไปได้ทั้งเรื่องนั้น พวกเขาผ่านทั้งการคิด การคุย กาทดลองมานานหลายปีกว่าที่ ‘อรุณกาล’ จะเดินทางมาถึงจุดหมายที่สมบูรณ์ในจอภาพยนตร์

คุณปิงอยากให้ผู้ชมปล่อยอารมณ์เดินทางไปกับหนัง และใช้ประสบการณ์ของตัวเองต่อเติมพื้นที่ว่างที่ภาพยนตร์เปิดไว้ สิ่งที่ถูกมองเห็นจากภาพเดียวกันอาจแตกต่างกันได้ตามวัตถุดิบตั้งต้นของแต่ละคน และนั่นคือหนึ่งในเสน่ห์สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้

“ผมคิดว่าหนังของกานต์เป็นหนังที่ควรปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปกับมันเรื่อยๆ มากกว่าจะพยายามคาดคั้นว่าเรื่องจะดำเนินหรือพัฒนาไปยังไง ลองเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับหนังไปเลยก็ได้ หรือถ้าไม่เข้าใจก็คิดไปตามแบบของตัวเอง นี่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของภาพยนตร์ของกานต์ นอกเหนือจากเรื่องของความสัมพันธ์และความอบอุ่น เขาจะเปิดช่องไว้หลายจุดให้คนดูกลับไปคิดต่อ โดยไม่ได้กำหนดว่าต้องมีคำตอบเดียว”

สำหรับคุณปิง ‘อรุณกาล’ อาจไม่ใช่เพียงภาพยนตร์อีกเรื่องที่เขาเข้ามารับหน้าที่ออกแบบและถ่ายทอดงานภาพ แต่คือการได้กลับมาช่วยเพื่อนคนหนึ่งสร้างหนังที่เฝ้าประคับประคองมานานนับสิบปีให้สำเร็จ 

งานภาพที่ถูกออกแบบมาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความทรงจำ และความผูกพันของผู้สร้างด้วย และมันอาจพาผู้ชมกลับไปมองสถานที่ ผู้คน หรือช่วงเวลาธรรมดาในชีวิตของตัวเองแตกต่างออกไปจากเดิมได้เช่นกัน

‘อรุณกาล’ (Regretfully at Dawn)

บอกลาความทรงจำครั้งเก่า…ก่อนการเดินทางครั้งใหม่

3 กันยายน นี้ ในโรงภาพยนตร์