จากหนังที่มีแค่ ‘ปู่ หลาน และหมา’ สู่ภาพยนตร์ที่พากลับไปทบทวนชีวิต คุยกับ ‘นุช-พิมพกา โตวิระ’ โปรดิวเซอร์ผู้เชื่อในพลังของเรื่องราวธรรมดา และผลักดันให้ ‘อรุณกาล’ เกิดขึ้นได้จริง
ในโลกภาพยนตร์อิสระที่เต็มไปด้วยการดิ้นรนเพื่อแลกกับตัวเลขงบประมาณและเวลา การกำเนิดขึ้นของภาพยนตร์สักเรื่องมักมีเรื่องเล่าซ่อนอยู่มากกว่าสิ่งที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์เสมอ และหลายครั้ง สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องหนึ่งเดินทางมาถึงผู้ชมได้ อาจไม่ใช่เพียงเงินทุนหรือโอกาส แต่คือการที่ใครบางคนเลือกจะ ‘เชื่อ’ ในหนังเรื่องนั้นมากพอ
BrandThink Cinema ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘นุช-พิมพกา โตวิระ’ โปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง ‘อรุณกาล’ ภาพยนตร์อิสระเรื่องใหม่ของผู้กำกับ ‘กานต์-ศิวโรจณ์ คงสกุล’ ที่กำลังจะเข้าฉายในเร็วๆ นี้ โปรดิวเซอร์ผู้ที่ทำให้หนังอิสระเรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง ที่ไม่ใช่แค่การดูแลขั้นตอนการผลิตให้จบๆ ไป แต่คือการที่เธอเลือกที่จะเชื่อในตัวผู้กำกับ เชื่อในเรื่องราวเรียบง่าย และเชื่อว่าโรงภาพยนตร์ยังคงเป็นพื้นที่สำคัญซึ่งจะทำให้เรื่องราวเหล่านั้นทำงานกับหัวใจของผู้ชมได้อย่างเต็มที่
[จุดเริ่มต้นจากความเชื่อในตัวผู้กำกับ และการต่อสู้ของหนังอิสระ]
ในการทำหนังอิสระส่วนใหญ่มักไม่ได้เริ่มที่ต้นที่คำว่าธุรกิจ แต่มันเริ่มจาก ‘ตัวบุคคล’ พิมพกามองเห็นศักยภาพของศิวโรจณ์ มาตั้งแต่ภาพยนตร์สั้นเรื่องแรกของเขา ก่อนความประทับใจในผลงานจะค่อยๆ กลายเป็นมิตรภาพ และพัฒนาเป็นความเชื่อมั่นว่า ผู้กำกับคนนี้มีบางสิ่งที่ควรได้รับโอกาสให้เดินทางต่อไป
“พี่เห็นพรสวรรค์ของกานต์ตั้งแต่ตอนเป็นกรรมการตัดสินหนังสั้นเรื่องแรกของเขา พี่เป็นคนมอบรางวัลให้เขาเอง ตอนนั้นรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีความสามารถและมีวิสัยทัศน์ ตอนดูเรื่อง ‘ที่รัก’ พี่ร้องไห้หนักมาก รู้สึกว่าศิวโรจน์ไปได้ไกลมาก
พอมาถึง ‘อรุณกาล’ พี่มองเห็นว่ากานต์เขามีรสนิยมและมีแนวทางแบบที่พี่ชอบ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความเก่ง คือเขาเป็นคนจิตใจดี อ่อนโยน และมีความมุ่งมั่น อันนี้สำคัญกว่าเป็นผู้กำกับเก่งนะสำหรับพี่ กานต์เขาไม่ใช่ผู้กำกับดื้อที่จะเอาชนะทุกอย่าง ทำให้เราทำงานด้วยกันโดยไม่เคยทะเลาะกันเลย”
ทั้งมุมมองและตัวตนที่อ่อนโยนของผู้กำกับ ทำให้เธอเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาภาพยนตร์ได้ นั่นจึงเหตุผลที่ทำให้เธอเลือกเข้ามาช่วยประคับประคอง ‘อรุณกาล’ ให้เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม หลายคนคงทราบกันดีว่าการทำภาพยนตร์อิสระในประเทศไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับอรุณกาล ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้กองถ่ายนี้มีเวลาถ่ายทำเพียง 15 คิวเท่านั้น แต่ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านั้น กลับเต็มไปด้วยสปิริตของคนทำหนังที่ทำให้พิมพกาประทับใจอย่างมาก
“เราชอบโปรดิวซ์หนังให้กับผู้กำกับรุ่นใหม่ เพราะว่าอยากสนับสนุนคนที่มีความตั้งใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทำหนังอินดี้ในไทยมันหาเงินยากมาก เราใช้เวลาการถ่ายทำแค่ 15 คิวเอง เพราะเงินน้อย แต่ว่าช่วงที่ถ่ายทำก็สนุกสนาน ทีมงานน่ารักมาก ทุกคนยอมลดค่าตัวลง ทุกคนก็อยากช่วยให้มันทำได้สำเร็จ ซึ่งอันนี้มันเป็นสปิริตที่ดีมาก คนมาทำเพราะว่าเขาเป็นเพื่อนกัน แล้วเขาอยากช่วยกัน พี่ว่าการทำหนังแบบนี้มันน้อยมากในการทำในอุตสหากรรมภาพยนตร์ไทย”
แม้ปัจจุบันพื้นที่ของหนังอิสระจะเริ่มเปิดกว้างขึ้น แต่ช่องทางและระยะเวลาการฉายในโรงภาพยนตร์กลับสั้นลงเรื่อยๆ ซึ่งพิมพกามองว่าถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่คนทำหนังยังคงต้องต่อสู้ต่อไป
[จากเส้นเรื่องไม่กี่ประโยค สู่แก่นเรื่อง ‘การยอมรับความตาย’]
หนึ่งในความท้าทายที่สุดในฐานะโปรดิวเซอร์สำหรับพิมพกา คือการอธิบายภาพยนตร์ที่มีเส้นเรื่องเรียบง่ายอย่างอรุณกาล ให้ผู้ลงทุนเข้าใจถึงคุณค่าและเหตุผลที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ควรค่าแก่การสร้าง
หน้าที่ของเธอจึงไม่ใช่การเปลี่ยนความคิดผู้กำกับให้ทำหนังให้ขายง่ายขึ้น แต่คือการหาแก่นแท้ของเรื่องที่ทำให้คนอื่นสามารถมองเห็นและรู้สึกร่วมกันได้
“ตอนไปพิชชิ่งลำบากใจมาก เพราะเรื่องมันมีไม่กี่ประโยค มีแค่คุณปู่ หลาน แล้วก็หมา เราต้องหาองค์ประกอบมาช่วยให้คนเข้าใจว่าทำไมต้องดูหนังเรื่องนี้ พอได้คุยกับกานต์เยอะๆ แล้วกลับมาคิด จึงได้ข้อสรุปว่าหนังเรื่องนี้พูดถึง ‘การยอมรับในเรื่องความตาย’
“ในช่วงโควิด เรามองว่าความตายอยู่ใกล้เรามาก การยอมรับมันและค่อยๆ สะสมภาวะภายในจะช่วยให้เราอยู่และเติบโตไปกับมันได้โดยไม่กังวล คอนเซ็ปต์นี้ดึงดูดและเชื่อมโยงกับสภาวะของผู้คนในปัจจุบัน ทำให้เราได้ทุนมาถ่าย”
ประเด็นความสัมพันธ์และการยอมรับความตายยังเป็นส่วนที่พิมพการู้สึกเชื่อมโยงและสัมผัสกับมันอย่างลึกซึ้ง
“ด้วยความที่เราอายุเยอะขึ้น เราเห็นคนที่เรารู้จัก คนรอบตัว ค่อยๆ จากเราไป มันทำให้เรากลับมาคิดกับตัวเองว่าแล้วเราจะยอมรับมันยังไงเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะดีลกับมันยังไง ประเด็นนี้มันตรงกับภาวะภายในของพี่มากๆ”
[เสน่ห์ของโรงภาพยนตร์ที่ไม่มีวันตาย]
นอกจากความเชื่อในตัวคนทำหนังและเรื่องราวที่พูดสัจธรรมของชีวิต อีกสิ่งหนึ่งที่พิมพกาเชื่อมั่นมาตลอด คือพลังของ ‘โรงภาพยนตร์’ เพราะคุณพ่อของเธอทำโรงหนัง ทำให้โรงภาพยนตร์เป็นเหมือนพื้นที่ที่หล่อเลี้ยงทั้งชีวิตและความเชื่อของเธอในฐานะคนทำหนังมาตลอด
“โรงภาพยนตร์มันยังไม่ตายสำหรับพี่นะ การดูหนังในโรงมันพาเราเดินทางไปอยู่อีกโลกหนึ่งที่อธิบายไม่ถูก การดูหนังผ่านสตรีมมิงที่บ้าน มันมีสิ่งรบกวนตลอดเวลา แต่ในโรงหนังที่มืดสนิท มันช่วยชำระล้างจิตใจของเราได้จริงๆ”
และสำหรับอรุณกาล ผลผลิตจากความเชื่อในตัวผู้กำกับ ความร่วมมือของเพื่อนร่วมงาน และจิตวิญญาณของคนทำหนัง คงเป็นเหตุผลมากพอที่จะเชื้อเชิญให้เราได้พาตัวเองเข้าไปนั่งในความมืดในโรง คอยดูรายละเอียดที่เคลื่อนผ่าน และปล่อยให้เวทมนตร์ของหนังได้ทำหน้าที่ชำระล้างหัวใจของเราไปพร้อมๆ กัน
“อรุณกาลไม่ใช่หนังหวือหวาหรือตื่นเต้นไปทุกจังหวะ แต่หนังมันต้องการความละเมียดละไมในการชม จังหวะที่ดูเหมือนช้า จริงๆ แล้วเต็มไปด้วยรายละเอียดให้เราคอยจับตาดูว่าทำไมตัวละครถึงทำแบบนั้น สุดท้ายมันชวนให้เรามองเห็นว่ามนุษย์ก็เท่านี้แหละ ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่แค่ว่าใครจะอยู่หรือจะตาย แต่อยู่ที่ว่าเราได้เรียนรู้อะไรและเข้าใจอะไรอะไรจากมัน”
สำหรับพิมพกาในฐานะโปรดิวเซอร์ ‘อรุณกาล’ อาจเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่เธอตั้งใจประคับประคองให้เดินทางมาถึงผู้ชม แต่สำหรับผู้ชมเอง หนังเรื่องนี้อาจเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ใช้เวลาสองชั่วโมงดื่มด่ำกับประสบการณ์ที่ผู้สร้างตั้งใจรังสรรค์มานานนับสิบปี ที่อาจพาเราไปค้นพบและเข้าใจถึงความสัมพันธ์ การสูญเสีย และความหมายของชีวิตอย่างลึกซึ้ง ในโรงภาพยนตร์ซึ่งเธอยังคงเชื่อว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้
