ชีวิต ความทรงจำ กาลเวลามองความเป็นไปมนุษย์ผ่านต้นไม้ใน ‘อรุณกาล’
ภาพยนตร์ทำหน้าที่หลากหลายตั้งแต่มอบความบันเทิง ให้แรงบันดาลใจ เปิดเผยส่วนเสี้ยวของเรื่องราวที่สูญหายหรือบางทีก็เพียงแค่พาผู้ชมไปสำรวจชีวิตของเราเอง ชีวิตที่เราอาจหลงลืมบางอย่างไปจากการใช้มันในแต่ละนาที จนกลายเป็นตลกร้ายว่านานวันเข้าเราก็มัวแต่ใช้เวลาในชีวิตให้หมดไปกับการ ‘ใช้ชีวิต’ โดยไม่ได้สำรวจว่าแท้จริงชีวิตเรามีคุณค่าอย่างไร เรากำลังเดินไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่
ในแง่นี้ภาพยนตร์ (บางเรื่อง) จึงทำหน้าที่เหมือนเพื่อนที่คอยสะกิดให้เราฉุกคิดถึงคุณค่าของชีวิต ชวนให้เรามองเห็นวันเวลาที่สูญไปในแต่ละวัน ภาพยนตร์บางเรื่องก็เล่าผ่านปรัชญาอันยากต่อความเข้าใจไปไกลถึงกำเนิดจักรวาล ยกตัวอย่างเช่น ‘The Tree of Life’ ภาพยนตร์ในปี 2011 ของปรมาจารย์ เทอร์เรนซ์ มาลิก (Terrence Malick) ขณะเดียวกันภาพยนตร์บางเรื่องก็เล่าอย่างชวนสนุก อาทิ ‘The Secret Life of Walter Mitty’ หนังในปี 2013 ของ เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) [ซึ่งเคยสร้างมาก่อนหน้าหลายเวอร์ชัน] ที่แม้จะคลีเชแต่ก็สร้างแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม
แม้ทั้งสองเรื่อง (และเรื่องอื่นๆ) จะมีแนวทางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ดูจบแล้วก็ชวนให้เกิดคำถามคล้ายๆ กันว่า นี่คือชีวิตที่เราต้องการหรือไม่ ไปจนถึงคำถามยากๆ ว่าชีวิตคืออะไร มันจะพาเราไปสู่หนใด แล้วตอนนี้เราทำอะไรกับชีวิตอยู่
‘อรุณกาล’ (Regretfully at Dawn) ของ ศิวโรจณ์ คงสกุล (ที่รัก [Eternity], ซีรีส์ สืบสันดาน) ก็เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่พาผู้ชมไปสำรวจนิยามและคุณค่าของชีวิตมนุษย์ผ่านการถ่ายทอดส่วนเสี้ยวชีวิต (Slice of life) ของ ‘ยงค์’ (สุรชัย จันทิมาธร) ชายชราอดีตทหารผ่านศึกซึ่งปัจจุบันเป็นชาวสวนปลูกดอกไม้ ที่เลี้ยงดู ‘เซียง’ (มาชิดา สุทธิกุลพานิช) หลานสาวที่แม้จะเป็นนักเรียนในจังหวัดห่างไกลแต่ก็ฉลาดหลักแหลมพูดได้หลายภาษา จนทำให้ครูของเธอช่วยหาทางให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยมี ‘อภัย’ (ปราโมทย์ แสงศร) พ่อของเซียง (ลูกชายของยงค์) ซึ่งเป็นชายไร้บ้านเมามายและสิ้นไร้กำลังใจในการใช้ชีวิต เป็นจุดเชื่อมต่อของตัวละครทั้งสอง
ศิวโรจณ์ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครเหล่านี้ผ่านเรื่องเล่าเรียบง่ายจนแทบจะกลายเป็นบันทึกชีวิตประจำวัน ยงค์ปลูกไม้ดอกส่งขาย (บทนี้แสดงโดยนักร้องในตำนานผู้เป็นเจ้าของเพลงอมตะ ‘ดอกไม้ให้คุณ’ ช่างเป็นแคสต์ที่ลงตัวเหมาะเจาะยิ่งนัก) อยู่กับสุนัขเพื่อนยากคู่ใจ ใช้เวลาว่างหวนคิดถึงอดีต คิดถึงเพื่อนร่วมสมรภูมิรบที่จากไป เช่นเดียวกับคนรัก ทุ่มเทเวลาที่มีอยู่ สร้างบ้านบนต้นไม้ให้หลาน ขณะที่หลานออกไปเรียนหนังสือ
ส่วนเซียงเป็นตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ที่มีความสามารถทางภาษา ครูของเธอเกลี้ยกล่อมยงค์ว่า หลานสาวมีความสามารถที่จะไปได้ไกลกว่านี้ ในฐานะพลเมืองของโลก ศักยภาพของเธอไม่ควรหยุดอยู่ที่จังหวัดห่างไกล วันเวลาที่ปู่และหลานจะพรากจากกันใกล้เข้ามา ขณะเดียวกันหนังก็เผยให้เห็นรอยร้าวของยงค์และอภัย ลูกชายที่ไม่เคยให้อภัยตัวเองได้ตามชื่อ ทั้งหมดนั้นอยู่ในการเฝ้ามองของ ‘แรมโบ้’ หมาคู่ใจของยงค์
‘อรุณกาล’ ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ผ่านชีวิตที่ไกลแสงสีใกล้ชิดกับธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็แอบอิงความทรงจำไว้กับวันเวลาของชีวิตในหนึ่งวัน แม้ตัวหนังใช้ชื่อที่มีความหมายว่า ‘ยามเช้า’ ที่แทนค่าด้วยความสดใสผลิบานของดอกไม้แรกแย้มอย่างเซียง แต่มันก็ยังอาจหมายถึงความทรงจำในอดีตที่ยังสดใหม่ หอมหวานเสมอของยงค์ ราวกับว่าความทรงจำที่มีต่อผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขายังสะอาดสดชื่น เหมือนดอกไม้แรกแย้มรับอรุณเช่นนั้น
ขณะที่อภัยเป็นเหมือนทิวาวาร อันเป็นช่วงเวลากลางวันซึ่งแสงแดดแผดเผาสรรพชีวิต ให้ดิ้นรนทุกข์ทรมานอยู่ในความผิดบาปอันร้อนรุ่ม ใบไม้ไหม้เกรียม โหยหาความร่มเย็นเพียงเพื่อให้ชีวิตได้ไปต่อ ต้นไม้อย่างอภัย จำเป็นต้องผลัดใบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนยงค์นั้นคือราตรีกาลที่เงียบสงัดคืบคลานกลืนกินชีวิต เผลอไผลอาจหลับใหลมิรู้ตื่น หากยังพอรู้ตัวตั้งสติได้ทัน นี่คือช่วงเวลาที่อาจต้องเตรียมการรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
ก่อนที่อรุณกาลครั้งต่อไปจะมาถึง
ในฐานะภาพยนตร์ ‘อรุณกาล’ จึงไม่ได้แปลว่ายามเช้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงฤดูกาลในชีวิต ฤดูกาลที่โอบอุ้มความทรงจำต่างๆ นานา ที่กาลเวลาได้คัดสรรให้เป็นบรรณาการแห่งชีวิตที่เวียนว่ายไปด้วยทุกข์โศก หากเป็นต้นไม้มันคือวงปีที่เพิ่มพูนขึ้นทุกปี คือความแข็งแกร่งของลำต้น เปลือกอันแข็งหนาห่อหุ้ม ให้กิ่งได้แตกยอดใบใหม่ท้าทายดวงตะวันที่แผดเผา
บางทีชีวิตก็เป็นเช่นนี้ เราทุกคนต่างเป็นต้นไม้ที่กำลังเผชิญความท้าทายของกาลเวลา ซึ่งนี่อาจเป็นสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่อง ‘อรุณกาล’ กำลังชวนให้เราใคร่ครวญถึงนิยามของชีวิต เพื่อหาคำตอบว่าเราเกิดมาเพื่อตามหาสิ่งใด
