Roman Holiday เจ็ดทศวรรษแห่งความไร้เดียงสา และความงดงามสุดคลาสสิก ของ ‘ออเดรย์ เฮปเบิร์น’ ในกรุงโรม
ในบรรดา ‘หนังรักโรแมนติก’ ที่ถูกยกย่องว่ามาก่อนกาล แน่นอนว่าชื่อของ Roman Holiday (1953) มักจะเป็นชื่อแรกๆ ที่ผู้คนนึกถึงและหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ ซึ่งหากนับจากวันที่หนังได้ออกฉายเป็นครั้งแรก จนถึงวันนี้หนังเรื่องนี้ก็มีอายุกว่า 73 ปีแล้ว
ในวันที่หนังออกฉาย ‘Roman Holiday’ จากฝีมือการกำกับของ ‘วิลเลียม ไวเลอร์’ เรียกได้ว่าเป็นการฉีกกรอบออกจากหนังแบบเดิมๆ ของฮอลลีวูดเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นหนังที่เปรียบเสมือน ‘เทพนิยายยุคใหม่’ ที่เต็มไปด้วย ‘เสน่ห์’ และ ‘ความไร้เดียงสา’ จากฝีมือการแสดงของ ‘ออเดรย์ เฮปเบิร์น’ ตลอดทั้งเรื่อง
ปัจจุบัน หนังเรื่องนี้ได้รับคะแนนนิยมบนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes สูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ว่ามันเป็นหนังที่ ‘สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดียุคใหม่’ ซึ่งกลิ่นอายความโรแมนติกในแบบของ Roman Holiday นี้เอง ก็ได้ส่งต่อไปยังคนทำหนังรุ่นหลัง ดังเช่นที่เราได้เห็นในหนังรักขึ้นหิ้งอีกเรื่องหนึ่งอย่าง Notting Hill (1999)
และนอกจากนี้ มันยังเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ขาวดำเพียงไม่กี่เรื่อง ที่ผู้ชมยุคปัจจุบันยังคงเต็มใจและโหยหาที่จะเปิดดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสัมผัสกับเสน่ห์อันเป็นนิรันดร์ที่ยากจะหาภาพยนตร์เรื่องใดมาเทียบเคียงได้เลย
เอาเข้าจริงๆ Roman Holiday เป็นหนังที่มีพล็อตค่อนข้าง ‘ตรงไปตรงมา’ และ ‘เรียบง่าย’ แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วย ‘ความเป็นธรรมชาติ’ และมีอารมณ์ขันเฉพาะตัวอย่างแท้จริง โดยหนังบอกเล่าเรื่องราวของ ‘เจ้าหญิงแอนน์’ (ออเดรย์ เฮปเบิร์น) ที่แอบหนีออกจากผู้ดูแล เพราะเธอทั้งเหนื่อยล้าและเบื่อหน่ายกับภารกิจการเดินทางเยือนเมืองหลวงต่างๆ ในยุโรป ณ เวลานั้นอย่างถึงที่สุด
ในช่วงที่แอนน์หนีออกมา เธอผล็อยหลับไปบนกำแพงเตี้ยริมทาง และได้พบกับ ‘โจ แบรดลีย์’ (เกรกอรี เป็ก) นักข่าวชาวอเมริกันที่เข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็นเพียงหญิงสาวขี้เมา เขาจึงพาเธอกลับไปนอนพักที่อพาร์ตเมนต์ของเขา และเมื่อถึงวันรุ่งขึ้น เขาถึงได้รู้ความจริงว่าหญิงสาวที่ตนพาเข้าห้องมาไม่ใช่คนธรรมดา ในจังหวะนั้นเอง โจจึงรีบคว้าโอกาสทองที่จะทำสกู๊ปข่าวชิ้นใหญ่ของเจ้าหญิงแอนน์ให้ได้
หลังจากนั้น เจ้าหญิงแอนน์และโจจึงได้ร่วมออกผจญภัยไปทั่วกรุงโรมตลอดทั้งวัน และนับเป็นครั้งแรกที่เจ้าหญิงแอนน์ได้สัมผัสกับคำว่า ‘อิสรภาพ’ อย่างแท้จริง เราได้เห็นเธอแวะร้านตัดผม เพื่อเปลี่ยนทรงผมยาวตามขนบเดิมๆ ให้กลายเป็นผมสั้น (แต่มีชีวิตชีวาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน) ได้ไปนั่งชิลที่คาเฟ่ ได้ลองขับรถเวสป้าจนถูกตำรวจจับ ไปจนถึงฉากหยอกล้ออันน่าจดจำอย่าง ‘ปากแห่งความจริง’ (Mouth of Truth) เมื่อโจแกล้งทำเป็นว่ามือของเขาถูกกัดขาดจนทำให้เธอตกใจสุดขีด
ก่อนจะปิดท้ายวันด้วยการต่อสู้อย่างชุลมุน เมื่อเจ้าหญิงแอนน์คว้ากีตาร์ฟาดใส่ศีรษะของผู้ตามล่า และกระโดดลงแม่น้ำตามโจไป ทั้งคู่รอดพ้นมาได้ และเมื่อถึงจุดนี้เอง จากความตั้งใจแรกในการหาผลประโยชน์ของโจ มันได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นการตกหลุมรักกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และถึงแม้บทสรุปของความรักระหว่างโจและเจ้าหญิงแอนน์คือการต้องบอกลา ที่ชวนให้เราอดเศร้าและเจ็บปวดไปพร้อมกับโจ (แต่มันก็นับว่าเป็นตอนจบที่สมเหตุสมผล) แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับเป็น ‘หนึ่งวัน’ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันงดงามและบริสุทธิ์ของทั้งคู่ (รวมถึงเราในฐานะคนดู) ที่ไม่มีวันเลือนหายไปตามกาลเวลา
อย่างที่บอกว่ามันเป็นหนังที่มีพล็อตเรียบง่ายมากๆ แต่ในระหว่างทางของเรื่องนี้นี่เอง ที่ทำให้ผู้ชมอย่างเราๆ ได้สัมผัสเรื่องราวอันแสนโรแมนติก ควบคู่ไปกับฝีมือการแสดงและ ‘เสน่ห์’ อันล้นเหลือของเฮปเบิร์น การถ่ายทอดบทบาทของเธอทำให้เรามองเห็นทั้งความงดงาม ความไร้เดียงสา ความเป็นธรรมชาติ ไปจนถึงความโศกเศร้าและภาระอันหนักอึ้ง จนทำให้เราอดสงสารเธอไม่ได้ (และแอบเอาใจช่วยอยู่ลึกๆ ว่าอยากให้เธอสมหวัง)
ทั้งนี้การที่เฮปเบิร์นได้มีโอกาสมารับบทนำในหนังเรื่องนี้ เกิดจากการที่ไวเลอร์ได้เห็นเทปทดสอบหน้ากล้องของเธอ ซึ่งในขณะนั้นเธอยังเป็นเพียงนักแสดงสาวหน้าใหม่ โดยสิ่งที่ไวเลอร์มองเห็นในตัวเฮปเบิร์นคือความงามในแบบที่เขาเรียกว่า ‘แอนตี้อิตาเลียน’ (Anti-Italian) ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเหล่านักแสดงหญิงยอดนิยมของอิตาลีในยุคนั้นซึ่งมักมีรูปร่างอวบอิ่มเจ้าเนื้อ และจากการตัดสินใจเลือกออเดรย์ในครั้งนี้ ก็ส่งผลให้เธอสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมไปครองได้อย่างงดงาม
ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ เมื่อ Roman Holiday ออกฉาย มันจึงได้รับเลือกให้เป็นหนังฉายเปิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 14 ในวันที่ 20 สิงหาคม 1953 ก่อนจะเข้าฉายในนิวยอร์ก และทำรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกไปถึง 165,000 ดอลลาร์ พร้อมกับเข้าฉายในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน โดยกวาดรายได้ไปอีก 14,000 ดอลลาร์ จนกลายเป็นภาพยนตร์ยอดนิยมอันดับสองในตารางบ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ ประจำเดือนกันยายน 1953 เป็นรองเพียง ‘From Here to Eternity’ เท่านั้น
ตลอดกว่าเจ็ดทศวรรษที่ผ่านมา Roman Holiday ยิ่งกลายเป็นที่จดจำ และเป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่หลายๆ คนมักหยิบขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งไม่ว่าจะดูครั้งที่เท่าไหร่ เราก็อดไม่ได้ที่จะเพลิดเพลินไปกับความไร้เดียงสาของเจ้าหญิงแอนน์ รู้สึกบีบหัวใจไปกับความรักที่ไม่อาจสมหวังของทั้งคู่ และอิ่มเอมไปกับความงดงามสุดคลาสสิกของเฮปเบิร์นและกรุงโรม ที่จะยังคงตราตรึงอยู่ในใจของผู้ชมทั่วโลกอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย
