ปิดมหากาพย์ผูกขาด 33 ปี! เมื่อ ‘ไดโนเสาร์หลังบ้าน’ ดุกว่า ‘ไดโนเสาร์จากพาร์ก’ ใน The End of Oak Street
เมื่อกลางปีที่ผ่านมา แพทริก เอช. วิลเลมส์ (Patrick H. Willems) ยูทูบเบอร์นักวิเคราะห์ภาพยนตร์สายเนิร์ด ได้ทำวิดีโอตั้งคำถามว่า “ภาพยนตร์ไดโนเสาร์หายไปไหนหมด?” โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า หนังชุด Jurassic Park ทำรายได้แตะระดับพันล้านดอลลาร์ถึง 4 ภาคจากทั้งหมด 7 ภาค หรืออย่าง Transformers: Age of Extinction ที่ทำรายได้สูงถึง 1,100 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งก็เพราะมีหุ่นยนต์ไดโนเสาร์อยู่ในเรื่อง ชี้ให้เห็นชัดเจนว่ามีผู้ชมจำนวนมากที่พร้อมจะตีตั๋วไปดูสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์โลดแล่นบนจอใหญ่ แต่ทำไมกลับแทบไม่มีสตูดิโอไหนเข็นหนังไดโนเสาร์เรื่องใหม่ออกมาเลย
ความน่าฉงนก็คือ ไดโนเสาร์ไม่ใช่ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) หรือมีลิขสิทธิ์ผูกขาดของใคร คนทำหนังไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถหยิบวัตถุดิบนี้มาใช้ได้ทันที แต่กลับไม่มีใครกล้าทำ และความพยายามของ ลุค สปาร์ก (Luke Sparke) ผู้กำกับชาวออสเตรเลียที่จะสร้าง Primitive War หนังแนวไดโนเสาร์ทะลุมิติมาไล่ฆ่าทหารในสงครามเวียดนาม ก็ชี้ให้เห็นถึงความกังวลของเหล่านายทุนได้เป็นอย่างดี
สปาร์กเล่าว่า เขาเร่ขายไอเดียหนังไดโนเสาร์บุกเวียดนามให้กับหลายต่อหลายค่าย แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาจากสตูดิโอคือ “แฟรนไชส์ Jurassic Park ได้ผูกขาดไดโนเสาร์ไปแล้ว แล้วคุณก็ไม่ใช่ สตีเวน สปีลเบิร์ก ฉะนั้นคุณจะทำหนังไดโนเสาร์ที่ดีออกมาได้ยังไงถ้าคุณไม่ใช่สปีลเบิร์ก?”
แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้หนังชุด Jurassic ที่สปีลเบิร์กเป็นผู้อำนวยการสร้างจะทำเงินไปหลายพันล้าน แต่ความรู้สึกของแฟนหนังและผู้ชมทั่วไปกลับมีแต่จะผิดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละภาคที่ตามมา เพราะตัวหนังมัวแต่ขยายจักรวาลและพยายามเอาชนะคนดูด้วยพล็อตที่ซับซ้อน ในขณะที่ไดโนเสาร์กลับน่ากลัวน้อยลงทุกที
จนกระทั่ง ‘The End of Oak Street (มหาภัยสุดถนนโอ๊ค)’ เข้าฉาย และทำให้นักวิจารณ์หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือหนังไดโนเสาร์ที่ดีที่สุดในรอบ 33 ปี นับตั้งแต่ ‘Jurassic Park’ ภาคแรกเปิดตัวในปี 1993
ตัวหนังเล่าถึงครอบครัวแพลตต์ที่อาศัยอยู่ในย่านโอ๊คสตรีท รัฐมิชิแกน ปี 1982 ก่อนที่ทั้งย่านจะถูกย้ายผ่านลำแสงประหลาดไปสู่ยุคดึกดำบรรพ์ที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและไดโนเสาร์ บังคับให้ครอบครัวชนชั้นกลางที่กำลังจะแตกแยกนี้ ต้องกลับมาร่วมมือและเอาชีวิตรอดไปด้วยกัน
จริงอยู่ที่ใน Jurassic Park ทุกภาคมีการสำรวจความสัมพันธ์ครอบครัว แต่สิ่งที่ผู้กำกับ เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ (David Robert Mitchell) เชี่ยวชาญ คือการสำรวจความกลัวแบบบ้านๆ ของชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะเป็นใน ‘It Follows’ ที่สำรวจปีศาจที่ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ จนชี้ให้เห็นว่าชานเมืองที่ดูปลอดภัยแท้จริงมีความตายซ่อนอยู่ หรือ ‘Under the Silver Lake’ ภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้า ก็เป็นการสำรวจตำนานและทฤษฎีสมคบคิดในซอกหลืบของลอสแอนเจลิส
มิตเชลล์จึงนำเสนอความกลัวของตระกูลแพลตต์ได้อย่างน่าเห็นอกเห็นใจ ผ่านตัวละครคุณพ่ออย่าง เกรก แพลตต์ (รับบทโดย ยวน แมคเกรเกอร์) ที่หวังจะใช้ความคิดบวกซุกปัญหาไว้ใต้พรม กับคุณแม่เดนีส (รับบทโดย แอนน์ แฮตทาเวย์) ที่ฝันอยากเป็นนักเขียน แต่ถูกกรอบของยุคสมัยยึดเหนี่ยวเอาไว้
บทภาพยนตร์ของมิตเชลล์ไม่ได้ซับซ้อน แต่เน้นการกระตุ้นจินตนาการตั้งต้นที่ว่า “จะเป็นอย่างไรถ้ามีไดโนเสาร์มาเดินอยู่ในตรอกซอยหลังบ้านเรา?” ทว่าสิ่งที่พิเศษสุดคือลีลาการกำกับที่ผสมผสานกลิ่นอายหนังค่าย Amblin ยุค 80s ของสปีลเบิร์ก เข้ากับความโหดเหี้ยมในฐานะนักทำหนังสยองขวัญของมิตเชลล์เอง
ทำให้ฉากการเปิดตัวไดโนเสาร์ครั้งแรกเต็มไปด้วยชั้นเชิง ทั้งการไม่ยอมให้เห็นตัวจะๆ แต่เล่าผ่านขนาดความใหญ่โตของไดโนเสาร์ที่วิ่งชนราวตากผ้าหลังรั้วกระเด็นไปตลอดทาง จนกระทั่งได้เห็นตัวจริง ตลอดจนความโหดระดับฝังเขี้ยวที่ไม่ปรานีตัวละครไหนทั้งสิ้น จนโปรดิวเซอร์อย่าง เจ.เจ. เอบรัมส์ (J.J. Abrams) ถึงกับเอ่ยปากชมว่า การกำกับของมิตเชลล์คือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับการได้เห็น อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก (Alfred Hitchcock) มากำกับหนังไดโนเสาร์ โดยเฉพาะฉากที่สัตว์ร้ายเลื้อยผ่านตัวบ้านจนทำให้คนดูเกร็งเงียบจนแทบลืมหายใจกันทั้งโรง
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า ‘The End of Oak Street’ คือผลงานที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ และช่วยปลุกชีพภาพยนตร์แนวผจญภัยที่แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้วให้กลับมาระทึกใจอีกครั้ง พร้อมทิ้งโจทย์ใหญ่ไว้ให้ผู้กำกับรุ่นหลังว่า หากคิดจะหยิบวัตถุดิบชั้นเลิศอย่างไดโนเสาร์มาเล่น… จะตีความอย่างไรให้มีหัวจิตหัวใจและชั้นเชิงได้เท่าเรื่องนี้
‘The End of Oak Street (มหาภัยสุดถนนโอ๊ค)’ เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์
