The End We Start From‘น้ำ’ ในฐานะผู้ทำลายและผู้ให้กำเนิด เมื่อโลกเก่ากำลังล่มสลาย ชีวิตใหม่ของลูกน้อยเพิ่งเริ่มต้นขึ้น
ในสถานการณ์น้ำท่วม แค่ประทังชีวิตตัวเองคนเดียวให้รอดปลอดภัย มีที่อยู่ มีอาหาร มีน้ำดื่มสะอาด ก็ว่ายากแล้ว แต่หากลองนึกภาพว่าคุณเป็นคุณแม่ที่กำลังคลอดลูก แล้วจู่ๆ ภัยพิบัติระดับชาติก็เกิดขึ้น เมืองหลวงและพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจมอยู่ใต้น้ำ ลูกที่เพิ่งลืมตาเกิดมาต้องเจอกับโลกใบใหม่ ที่แม้แต่คนเป็นแม่ก็ยังไม่เคยเจอ คำว่า ‘เอาตัวรอด’ สำหรับกรณีนี้คงจะดูเล็กน้อยเกินไปหน่อย
The End We Start From (2023) เป็นภาพยนตร์ดราม่าเอาชีวิตรอดท่ามกลางมหาภัยพิบัติที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ เมแกน ฮันเตอร์ (Megan Hunter) กำกับโดย มาฮาเลีย เบโล (Mahalia Belo) และนำแสดงโดย โจดี โคเมอร์ (Jodie Comer)
หนังเล่าถึงกรุงลอนดอนที่จมมิดอยู่ใต้น้ำจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่หญิงสาวคนหนึ่งกำลังคลอดลูกชายคนแรก ท่ามกลางอารยธรรมและระบบสังคมที่ล่มสลายในพริบตา เธอต้องอุ้มทารกน้อยออกเดินทางผ่านสหราชอาณาจักรที่กลายเป็นผืนน้ำ เพื่อค้นหาความปลอดภัย แหล่งอาหาร และสถานที่ที่พอจะเรียกว่าบ้านได้อีกครั้ง
แต่หนังมันไม่ได้เล่าแบบ ‘หนังภัยพิบัติ’ อย่างที่เราคุ้นกัน ไม่มีฉากคลื่นยักษ์ถล่มเมือง หรือภาพตึกสูงพังถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา ผู้คนวิ่งหนีตาย แต่มันเล่าถึงความทรหดอย่างเรียบง่ายผ่านสายตาของคนเป็น ‘แม่’ และ ‘คนธรรมดา’
ความน่ากลัวของหนังไม่ได้อยู่ที่มวลน้ำ แต่คือความไร้ระเบียบ เมื่ออารยธรรมพังไฟฟ้าดับ อาหารขาดแคลน และผู้คนพร้อมจะทำร้ายกันเพื่อเอาชีวิตรอด ความวิกฤตของโลกภายนอก ถูกนำมาขับเน้นความวิกฤตภายในจิตใจของแม่ลูกอ่อนที่ต้องอุ้มทารกน้อยออกเดินเท้าอย่างไร้จุดหมาย
ตัวละครหญิงสาวที่สวมบทบาทโดยโจดี โคเมอร์ ถ่ายทอดสภาวะอารมณ์ของแม่มือใหม่ได้อย่างงดงามและสมจริง ทั้งความสับสน ความหวาดกลัว และความเข้มแข็งที่ถูกบีบให้ต้องเติบโตขึ้นเพื่อปกป้องลูก
บวกกับสถานการณ์ในเรื่อง ทั้งระบบสื่อสารที่ล่ม การที่รัฐบาลไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ หรือแม้กระทั่งการฉายภาพให้เห็นว่า เมื่อภัยพิบัติใหญ่มาเยือน ระบอบชนชั้นทางสังคมก็ไม่ได้มีความหมายใดๆ อีกต่อไป
ทั้งหมดนี้พาคนดูไปสัมผัสกับสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ การเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง ความเจ็บปวด การสูญเสีย และทำให้เราตั้งคำถามถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์อีกครั้งว่า ในวันที่กฎหมายและศีลธรรมถูกชะล้างไปกับสายน้ำ มนุษย์เรายังเหลืออะไรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว สำหรับตัวละครหญิงสาวแม่ลูกอ่อน คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ ‘ลูก’
หนังยังเปรียบเปรยน้ำออกเป็นสองมุมมองอย่างลึกซึ้ง ‘น้ำท่วม’ คือมหาอุทกภัยที่ทำลายล้างโลกใบเดิม แต่ ‘น้ำคร่ำ’ คือน้ำที่ให้กำเนิดชีวิตใหม่ สอดคล้องกับชื่อเรื่องที่ว่า ในจุดจบของสิ่งหนึ่ง มักจะมีจุดเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่งเสมอ เราจึงได้เห็น ‘จุดจบ’ และ ‘จุดเริ่มต้น’ เกิดขึ้นพร้อมกันตลอดทั้งเรื่อง
แม้จะเป็นหนังที่ดำเนินเรื่องด้วยความเงียบหากแต่ละเมียดละไม และยังได้นักแสดงฝีมือดีมาร่วมสร้างมิติให้กับหนัง ไม่ว่าจะเป็น โจเอล ฟราย (Joel Fry), แคเทอรีน วอเตอร์สตัน (Katherine Waterston), มาร์ก สตรอง (Mark Strong) และ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (Benedict Cumberbatch)
ในมุมของผู้เขียน ‘The End We Start From’ ไม่ใช่แค่หนังเอาชีวิตรอดทั่วไป แต่มันคือภาพสะท้อนถึงความวิตกกังวลของผู้คนในยุคปัจจุบัน ทั้งเรื่องวิกฤตความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรง และความหวาดหวั่นของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามว่า “เราควรให้กำเนิดเด็กคนหนึ่งขึ้นมา บนโลกที่กำลังจะพังทลายใบนี้จริงๆ หรือ?”
หนังอาจไม่ได้มอบคำตอบที่สวยหรูหรือบทสรุปที่โลกกลับมาสงบสุขสมบูรณ์แบบ แต่มันได้ทำหน้าที่ตอกย้ำความหมายของชื่อเรื่องที่ว่า ไม่ว่าจุดจบของสิ่งหนึ่งจะเลวร้ายและสร้างความแตกสลายให้เรามากเพียงใด ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เราก็ต้องใช้เศษซากของความพังพินาศนั้นมาเป็นพื้นที่สำหรับการเริ่มต้นใหม่เสมอ
BrandThink Cinema ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคน และขอให้สถานการณ์ทุกอย่างดีขึ้นในเร็ววัน
‘The End We Start From’ สามารถรับชมได้ทาง Prime Video
