The Odyssey เมื่อมหากาพย์เกือบ 3,000 ปีกลายเป็นเรื่องห้ามสปอยล์อีกครั้ง
หมายเหตุ : บทความนี้มีเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์
หากมองย้อนในทศวรรษที่ผ่านมา 3 ใน 4 ของหนัง ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ (Christopher Nolan) คือเรื่องราวที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ และ 2 ใน 3 นั้นคือเรื่องสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นก็คือยุทธการที่ดันเคิร์กหรือจะเป็นบันทึกชีวิตของ เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮม์เมอร์
แต่ต่อให้เรื่องราวที่ถูกหยิบมาเล่าเป็นภาพยนตร์จะเก่าแก่เกือบ 70 ปี วลีที่เราได้ยินบ่อย ๆ กับหนังของโนแลนในช่วงสัปดาห์แรกที่เข้าฉายก็คือ “อย่าสปอยล์” หรือ “รีบดูก่อนโดนสปอยล์” ชี้ให้เห็นว่าต่อให้ผู้กำกับคนนี้จะหยิบเรื่องที่เรารู้ ๆ กันอยู่แล้วมาเล่าใหม่ โนแลนก็มักจะเล่าผ่านมุมมองหรือกลวิธีที่สดใหม่เสมอ เช่นการแบ่งโครงสร้างแบบไม่ตามเวลาของ ‘Dunkirk’ เป็น 3 ส่วนคือการเอาชีวิตรอดในศึกบนทะเล ทางอากาศและบก (Sea/Air/Land) ที่ค่อย ๆ มอบรางวัลให้คนดูเมื่อปะติดปะต่อเหตุการณ์เข้าด้วยกันได้ หรือกับ ‘Oppenheimer’ ที่แบ่งเรื่องเป็น 2 มุมมองระหว่างฟิคชั่นที่เล่ามุมมองของตัวออพเพนไฮม์เมอร์เองผ่านภาพสี และแบบที่เล่ามุมมองของสตรอสส์ผ่านภาพขาวดำ ให้คนดูทลายอคติระหว่างทั้ง 2 ตัวละครจนเห็นความจริง ด้วยวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้เองที่ทำให้โนแลนเอามหากาพย์อายุเกือบ 3,000 ปีมาทำให้สดใหม่ด้วยลายเซ็นของเขาอีกครั้งเช่นเคย
เป็นเรื่องปกติที่ทุกครั้งในการแปลต้นฉบับของมหากาพย์โอดิสซี่จะมีการสอดแทรกแนวคิดและการตีความส่วนตัวของผู้แปลทุกครั้ง โดยเราจะมองเห็นได้ตั้งแต่บรรทัดแรกเลยกับคำว่า “πολύτροπον” ที่แปลได้เป็นคำว่า polý-trópos ที่เปิดกว้างในหลายความหมายและถูกแปลมาหลายแบบ ทั้งในมุมมองที่จับแก่นกลอุบายของตัวโอดิสซีอุสหรือกับเวอร์ชั่นล่าสุดในปี 2017 โดย ‘เอมิลี่ วิลสัน’ (Emily Wilson) ที่แปลคำดังกล่าวเป็นคำว่า “a complicated man” หรือเน้นไปที่ความซับซ้อนทั้งดีและร้ายของโอดิสซีอุส ซึ่งโนแลนก็ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดและการแปลของวิลสันเป็นอย่างมาก
สิ่งแรกที่คนดูเห็นบนเจอคือคำอธิบายโลกภายในเรื่อง คือตัวหนังสือที่กำกับช่วงเวลาในเรื่องราวว่า “A time of apparent magic” หรือช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยมนต์ แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยมนต์ โนแลนทำให้โลกของเขาให้ดูสมจริงเพื่อดันประเด็นหนึ่งออกมาชัดเจน นั่นก็คือกฎของซุส (Zeus’ Law) ที่เป็นแก่นสารของทั้งเรื่องนี้ นั่นคือกฎที่บอกว่าเราต้องต้อนรับปฏิบัติกับผู้อื่นให้สมควรกับการที่เราอยากถูกปฏิบัติเอง กฎดังกล่าวมาจากความเชื่อที่ว่าเทพเจ้าอาจจะปลอมกายมาอยู่ท่ามกลางมนุษย์เป็นคนเดินดิน แนวคิดดังกล่าวจึงทำให้ทุกเวทย์มนต์รวมไปสัตว์ยักษ์ในตำนานไม่ได้เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการแต่ก็ยังมีความสมจริง ไม่ได้แฟนตาซีหลุดโลก
และความยึดมั่นในความสมจริงก็เหมือนเป็นการประนีประนอมกันระหว่างตัวโนแลนและโฮเมอร์ที่ทำให้มหากาพย์ 3,000 ปีนี้กลายเป็นเรื่องที่ห้ามสปอยล์อีกครั้ง เพราะมันเล่าผ่านลายเซ็นเฉพาะตัวของโนแลน ที่แฟน ๆ แดนตายของผู้กำกับท่านนี้อาจจะล้วนคิดถึงผลงานเก่า ๆ ของเขาตลอดการรับชมหนัง
ประเด็นสำคัญในมหากาพย์นี้คือคำว่า Nostos (νόστος) หรือ Homecoming ที่แปลว่าการกลับบ้าน ซึ่งโนแลนก็ใช้วิถีการเล่าเรื่องควบคู่ระหว่างการพยายามกลับบ้านอย่างตรงตัวของโอดิสซีอุสและการที่ลูกชายอย่างเทเลมาคัสต้องออกจากบ้านเพื่อหาหนทางทวงคืนบ้านตัวเองก็ชวนให้คิดถึงการเล่าเรื่องระหว่างเส้นพ่อและลูกสาวใน Interstellar หรือจะเป็นแง่มุมที่แต่ละด่านทดสอบของโอดิสซีอุสก็ไม่ต่างจากการที่แต่ละดวงดาวใน Interstellar แม้กระทั่งฉากสงครามและกลอุบายม้าเมืองทรอย โนแลนก็พอผู้ชมไปอยู่ในม้าไม้ที่คับแคบ ทหารชาวกรีกต้องแย่งอากาศกันหายใจ บ้างก็จนน้ำจนเสียชีวิตไม่ต่างจากเรือรั่วใน Dunkirk และพาร์ทสำคัญที่สุดของเรื่องที่กะเทาะเปลือกห้วงความคิดของโอดิสซีอุสที่เขาได้ทำลายกฎหลักที่มนุษย์นับถือมานมนาน ที่วีบุรุษสงครามอย่างเขาและลูกเรือกลายเป็นคนป่าเถื่อนที่ในตำนานเรียกกว่าชาวทะเล (Sea people) ก็ไม่ต่างอะไรจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เกิดขึ้นในเรื่อง Oppenheimer
การที่คริสโตเฟอร์ โนแลนค้นพบวิธีการที่จะพาเราไปฝ่ามรสุมภายนอกในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พาเราไปสัมผัสถึงสเกลใหญ่ยักษ์ของโพลีฟีมัส (Polyphemus) หรือแม้กระทั่งมรสุมภายในใจตัวละครอย่างโอดิสซีอุสในรูปแบบที่สามารถจับต้องได้ก็ยังทำให้โนแลนยังคงรักษาตำแหน่งผู้กำกับที่หนังของห้ามถูกสปอยล์แม้แต่นิดเดียวเช่นเคย
ไม่ต่างจากผู้กำกับ auteur ในรุ่นใกล้เคียงกัน งานของโนแลนมักจะได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ของ ‘สแตนลีย์ คูบริก’ (Stanley Kubrick) อยู่เสมอ ‘2001: A Space Odyssey’ ก็คงจะถูกมองเทียบเคียงกับ ‘Interstellar’ ได้ง่าย ๆ หนังสงครามอย่าง ‘Dunkirk’ ก็คงชวนให้คิดถึง ‘Paths of Glory’ อยู่บ้าง หรือการที่ ‘The Odyssey’ ก็เป็นแนว Swords and Sandle ไม่ต่างจาก ‘Spartacus’ เหตุที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้เพราะโนแลนได้กล่าวไว้ในการเดินสายโปรโมต The Odyssey ที่มีรสชาติสยองขวัญอยู่หลายซอกมุมในเรื่องว่าเขาอยากจะทำหนังสอยงขวัญเต็มรูปแบบสักครั้ง หรืองานต่อไปที่เราจะต้องรออย่างต่ำอีก 3 ปีจะเป็น ‘The Shining’ ของโนแลนรึเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้น คติการห้ามสปอยก็คงจะจริงจังยิ่งกว่าเก่าเพราะหากรู้อะไรเพียงนิดเดียวก็จะทำให้ภาพยนตร์สยองขวัญเสียอรรถรสเป็นอย่างมาก และที่แน่ ๆ โรงภาพยนตร์โดยเฉพาะโรง IMAX ก็คงจะแน่นยิ่งกว่าเดิมแน่นอน
The Odyssey เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์
