The Whisper Man ความคาดหวังที่มาจากเสียงกระซิบ
จริงๆ แล้วภาพยนตร์เรื่อง ‘The Whisper Man’ ของผู้กำกับชาวนิวซีแลนด์ เจมส์ แอชครอฟต์ (สร้างจากนวนิยายของ อเล็กซ์ นอร์ธ) นั้นอาจเป็นหนังทริลเลอร์ที่ดูสนุกเรื่องหนึ่งหากไม่ต้องรับมือกับความคาดหวังที่ใครสักคน (หรือหลายคน) ซึ่งอาจเป็นมาร์เก็ตเตอร์ของสตูดิโอหนังหรือทีมงานประชาสัมพันธ์ของ Netflix หรือแม้แต่เพจหนังต่างๆ ที่นิยามไปในทิศทางเดียวกันว่ามันมีความเป็น ‘Silence of the Lamb’ ในยุคปัจจุบัน และเมื่อหน้าหนังนำแสดงโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร ผู้เป็นสัญลักษณ์ของหนังคุณภาพ หนังเข้มข้น พ่วงด้วยนักแสดงเซอร์ไพรส์อย่าง ไมเคิล คีตัน (แค่สองชื่อนี้ก็ทำให้อีกสองนักแสดงนำอย่าง อดัม สก็อต และ มิเชลล์ โมนาฮาน ดูธรรมดาและไม่ต้องใช้ในการโปรโมตก็ได้) ปิดท้ายด้วยการที่โปรเจกต์นี้ควบคุมสองพี่น้องรุสโซ (แอนโธนี และ โจ) แห่ง MCU เมื่อพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ การป้องปากกระซิบกระซาบกันว่า “The Whisper Man” จะยอดเยี่ยมเทียบเท่าหนังทริลเลอร์โรคจิตคลาสสิคในปี 1991 อย่าง ‘Silence of the Lamb’ ของ โจนาธาน เดมเม ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่จะกระซิบจากหน้าหนังกันยังไงก็ต้องดูเนื้อตัวแลกายหยาบของมันด้วย เพราะตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมงของหนัง ‘The Whisper Man’ มีความใกล้เคียงและความพยายามที่จะไปให้ถึงจุดที่ ดร.แฮนิบาล เลตเคอร์ และ เจ้าหน้าที่ คลาริซ สตาร์ลิง เคยพาผู้ชมไต่ระดับไปได้ อยู่เป็นต่อนๆ แค่เกือบๆ กระพร่องกระแพร่งไม่สม่ำเสมอ คือบางช่วงก็เหมือนจะไปได้ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่เคยไปถึง เพราะไปตกม้าตายเอาเสียก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคลี่คลายในช่วงท้ายของหนังที่เหมือนหมดพลัง รีบหาทางลงให้หนังมันจบยังไงก็ไม่อาจทราบได้
ซึ่งหากจะให้เทียบกับหนังใน genre เดียวกัน ‘The Whisper Man’ ก็อาจจะอยู่ในระดับเดียวกับหนังอย่าง The Cell ของทาร์เซ็ม ซิงห์ หรือ The Bone Collector ของ ฟิลลิปป์ นอยซ์ ขณะที่เหนือขึ้นไปก็อาจมีหนังอย่าง The Girl with the Dragon Tattoo และแน่นอน, Se7en ของ เดวิด ฟินเชอร์ ขวางทางอยู่ เพราะสองเรื่องหลังนี่ดูจะใกล้เคียงกับ ‘Silence of the Lamb’ ที่สุดแล้ว (อันนี้ขอไม่นับหนังในจักรวาล ฮานนิบาล มารวมไว้)
แต่ก็ใช่ว่า ‘The Whisper Man’ จะไม่มีอะไรดี เพราะอย่างน้อยก็มีการแสดงระดับมาตรฐานของ เดอ นีโร ที่เชื่อมือได้ อดัม สก็อต ก็ถ่ายทอดความรักของคนเป็นพ่อและความว้าเหว่ของคนเป็นลูกได้ดี แต่ที่ต้องยกย่องจริงๆ ก็คือสามซีนของ ไมเคิล คีตัน ที่น่าสะพรึงกลัวทั้งที่ไม่มีอะไรนอกจากการแสดงผ่านสีหน้าแววตาในระยะใกล้ การแสดงอันยอดเยี่ยมของคีตัน อยู่ในระดับเดียวที่ สแตนลีย์ ทุชชี เคยทำไว้ในซีรีส์ The Inside Man ซึ่งทั้งสองคนก็ใกล้เคียงกับการแสดงของ แอนโธนี ฮอปกินส์ ในบท ดร.ฮานนิบาล เล็คเตอร์ ที่สุดแล้ว ดังนั้น เดอ นีโร นั้นเขาไว้ใจได้ ขณะที่ คีตัน การแสดงของอดีตแบทแมนคนนี้เป็นเพชรเม็ดงามของหนังที่เราไม่คาดหวังว่าจะได้พบ
ดังนั้น บทสรุปของ ‘The Whisper Man’ ก็คือมันเป็นหนังที่ตื่นเต้นดูสนุกเรื่องหนึ่ง แค่แพ้ให้กับเสียงกระซิบของนักดูหนังที่คาดหวังกับมันเกินไปหน่อย เมื่อคาดหวังสูงก็ผิดหวังมากหน่อยเท่านั้นเอง
