Yi Yi: A One and a Two เพราะหนึ่งจึงมีสอง เพราะมีความตาย จึงมีชีวิต
‘หยาง เต๋อชาง’ (หรือที่คุ้นปากกันในนาม ‘เอ็ดเวิร์ด หยาง’) กล่าวในคอมเมนเทอรีของภาพยนตร์ไว้ว่าคำว่ายี่ยี่ (一一) เป็นคำแรกที่เราจะเปิดเจอในพจนานุกรมจีน แม้มันจะมีหลายความหมาย แต่สำหรับเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภาพยนตร์เรื่องนี้ มันมีความหมายถึงความปัจเจกที่ท้ายที่สุดก็ผสานเข้าด้วยกัน
ในวาระครบรอบ 25 ที่หนังหวนคืนสู่จอในโรงภาพยนตร์เฮาส์ สามย่าน โดยจะมีรอบฉายไปจนถึงวันขึ้นปีใหม่ BrandThink Cinema อยากจะพาทุกคนมามองย้อนถึงภาพยนตร์ไต้หวันอมตะเรื่องนี้ไปด้วยกัน
(**เปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์**)
ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้กำกับ หยางทำงานเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์อยู่ที่กรุงซีแอตเทิล จากนั้นจึงค่อยกลับมาสู่ดินแดนไต้หวันบ้านเกิดในช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวกับการวิวัฒน์ครั้งใหญ่ ทั้งจากญี่ปุ่นและการยกเลิกกฎอัยการศึกของพรรคก๊กมินตั๋ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นนำมาสู่การระเบิดทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ทำให้มีเม็ดเงินไหลมาเทมาจากทั่วสารทิศ ไต้หวันกลายเป็นเกาะซิลิคอน (หยางเปรียบเปรยกับ Silicon Valley ที่แคลิฟอร์เนีย) ซึ่งหยางเองก็ได้ทำภาพยนตร์สะท้อนประเด็นต่างๆ มาแล้วในผลงานก่อนหน้า
แต่เขาเริ่มมีไอเดียเกี่ยวภาพยนตร์เรื่องนี้ เมื่อเขาได้ไปเยี่ยมพ่อของเพื่อนสมัยเรียนในช่วงยุค 80s ที่นอนป่วยอยู่โรงพยาบาลนานหลายเดือน ก่อนหมอจะส่งกลับบ้านพร้อมแนะนำให้ทุกคนในครอบครัวเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวัน เผื่ออาจจะมีหวังในการกระตุ้นการรับรู้ให้คุณพ่อกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ตัวหนังเปิดเรื่องด้วยงานแต่งของครอบครัวชนชั้นกลางในไต้หวัน ก่อนที่วันมงคลฤกษ์ดีนี้จะค่อยๆ ทลายลงเมื่อผู้อาวุโสประจำตระกูลเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน ส่งผลให้ตระกูลเจี่ยนที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูกสาว ลูกชายคนเล็ก และสะใภ้ที่เพิ่งแต่งงานในวันมงคลนี้ต้องย้อนกลับมาถามถึงความหมายของชีวิต
คำถามปรัชญาทั้งหลายภายในเรื่องถูกทำให้เป็นที่ประจักษ์ผ่านการถ่ายทอดของนักแสดงหลายกลุ่มต่างประสบการณ์กันไป เอ็นเจผู้เป็นพ่อ รับบทโดยนักเขียนบทอย่าง ‘อู๋ เนี่ยนเจิน’ หมินหมินผู้เป็นแม่ รับบทโดยนักแสดงมากประสบการณ์ขาประจำของหยางอย่าง ‘อีเลน จินหยางลิง’ หรือการแสดงหนังครั้งเดียวอันแสนน่าทึ่งของ ‘เคลลี่ ลี’ ในบทพี่สาวคนโตอย่างถิงถิง ที่จริงๆ แล้วเป็นศิษย์เรียนเปียโนของภรรยาผู้กำกับ (เธอฝึกเล่นเพลง ‘Summertime’ ของ Gershwin ก่อนการถ่ายทำพอดี เธอเลยได้อวดฝีไม้ลายมือกับเพลงดังกล่าวอย่างที่เห็นในหนัง) และที่น่าจดจำที่สุดคงจะเป็น ‘โจนาธาน จาง’ กับอุปนิสัยใคร่รู้ที่ทำให้ผู้กำกับต้องยอมปรับบท ‘หยางหยาง’ หรือน้องเล็กของบ้านจากเด็ก 10 ขวบมาเป็น 7 ขวบ อย่างที่เห็น และการกลับร่วมงานกับ โก ซู-ยุน (ผู้เคยรับบทที่มีภูมิหลังคล้ายกันแล้วในผลงานก่อนหน้าอย่าง ‘Taipei Story’) ในบทเชอร์รี/อาสุ่ย รักเก่าของเอ็นเจ ที่ถือเป็นความโชคดีสุดขีดของหยางเพราะเธอวางมือกับการแสดงไปอยู่ที่แคนาดาแล้ว
นอกจากนี้ยังมีฟันเฟืองต่างๆ ที่ช่วยสร้างโลกของไต้หวันยุค Y2K (เป็นชื่อแรกของหนังก่อนจะเปลี่ยนเป็น ‘Yi Yi’) ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ศตวรรษใหม่ด้วยตัวประกอบมากมาย ส่วนมากก็ล้วนผ่านการฝึกวิชามาแล้วจากการเป็นนักเรียนของหยาง หรือแม้กระทั่งหยางเองที่แสดงเป็นตัวประกอบในเรื่อง ทั้งเป็นเสียงของเจ้าของร้านฟิล์มและนักเปียโน
หยางเล่าเรื่องผ่านภาพหน้าต่างมากมายทั้งในกรุงไทเปและโตเกียว ภาพเหล่านี้กระตุ้นให้คนดูรับรู้ว่ามีผู้คนกำลังเผชิญกับปัญหาชีวิตไม่ต่างจากครอบครัวตระกูลเจี่ยน หยางยังใช้ภาพสะท้อนจากกระจก ให้คนดูมองทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอพาร์ตเมนต์หรือที่ทำงาน และมองเห็นตึกรามบ้านช่องและถนนที่อยู่ข้างนอกไปพร้อมกัน การใช้เทคนิคภาพดังกล่าวมีจุดแรกเริ่มมาจากภาพสะท้อนโตเกียวทาวเวอร์ในหน้าต่างโรงแรมที่ญี่ปุ่น หยางค้นพบว่าภาพสะท้อนกระจกถ่ายทอดสเปซและนำพาให้ผู้คนจินตนาการและต้องทำความเข้าใจตัวละครมากขึ้น นับตั้งแต่นั้นเขาก็โอบรับการเล่าเรื่องผ่านภาพสะท้อนในกระจกต่อไปตลอดการถ่ายทำ เหนือกว่านั้นยังมีการใช้ภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิด (Big Brother is Watching You หยางกล่าวเล่นในคอมเมนทารี) และกล้องถ่ายรูปเพื่อเล่นกับคำถามใหญ่ของเรื่องว่า “เราเห็นและเข้าใจชีวิตของตนเองแค่ไหน”
นอกจากภาษาภาพ ‘Yi Yi’ ก็ยังมีบทภาพยนตร์ที่แข็งแกร่งที่คอยตั้งคำถามถึงความเชื่อในวัฒนธรรมจีน (ไม่ต่างจากผลงานเรื่อง ‘A Confucian Confusion’) หยางตั้งใจเปิดเรื่องที่งานมงคลอย่างงานแต่ง ก่อนจะเดินไปถึงมิดพอยต์ของเรื่องที่การให้กำเนิดหลานคนเล็ก เขาให้น้ำหนักกับความเชื่ออย่างฤกษ์งานแต่งและการตั้งชื่อมงคลให้กับหลานที่เพิ่งลืมตาดูโลก ทั้งหมดนี้การตั้งคำถามและแสดงวิธีการต่อกรกับชีวิตที่ไม่แน่นอนของชาวไต้หวัน หยางยังคงแม่นยำกับการใช้โครงสร้าง 3 เส้นเรื่อง ที่ทำให้การรับชมลื่นไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว เล่าเส้นเรื่องความรักของรุ่นพ่อและรุ่นลูกขนานกันไปให้ผู้ชมดูตัวละครต่างช่วงอายุตามหาความหมายของชีวิตตนเอง ก่อนจะพาเรื่องราวมาปิดฉากลงที่งานศพ
แต่ที่คมคายสุดคงจะเป็นการสอดแทรกความตายในทุกก้าวของความสัมพันธ์และมิติชีวิต ทั้งกับตัวหมินหมินที่ต้องเผชิญกับความตายของแม่เธอโดยตรง หยางหยางลูกคนเล็กที่ต้องเสี่ยงชีวิตพยายามว่ายน้ำตามหญิงสาวที่เขาชอบ อาตี๋น้องสะใภ้ที่หลังจากมีปากเสียงกับภรรยาก็เกือบตายเพราะแก๊สรั่วที่บ้าน หรือกับพ่ออย่างเอ็นเจที่เผชิญกับความตายในความสัมพันธ์ระหว่างเขาและครอบครัวเขาเอง และกับรักเก่าอย่างเชอรรี และท้ายที่สุดกับถิงถิงลูกสาวคนโตที่แบกรักความรู้สึกผิดที่ตนเองทำให้ยายของเธออยู่ในสภาพปัจจุบัน และกับความตายของเพื่อนข้างห้องอย่างลิลลี่
ถึงแม้หนังจะถูกเล่าผ่านด้วยความสมจริงที่เชื่องช้ากว่าหนังทั่วไป แต่ความตายก็ไม่เคยเป็นเรื่องประดักประเดิดในหนังของหยาง และแนบเนียนไปกับเรื่องราวเสมอมา (เช่นเดียวกับที่เคยถูกนำเสนอมาแล้วใน ‘Taipei Story’ และ ‘A Brighter Summer Days’)
‘Yi Yi’ พาเราไปสำรวจจุดที่ชีวิตกับความตายห่างกันเพียงก้าวเดียว และเราเหล่าคนดูไม่ว่าจะเกิดในยุคสมัยหรือช่วงเวลาใด ก็ต่างล้วนมีประสบการณ์คุ้นเคยกับสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่เหล่านั้น ต่อให้ชื่อเราจะมงคลเพียงใด หรือเราจะแต่งงานในวันที่ฤกษ์ดีตามคำพยากรณ์สักเท่าไหร่ เราก็ไม่มีทางเข้าใจชีวิตได้สักที หนทางเดียวที่เราจะก้าวผ่านไปได้ก็คือ ‘การมองเห็นกันและกัน’
หยางแย้งการจำกัดความของนักวิจารณ์แถวหน้าหลายคนที่บอกว่า ‘Yi Yi’ กำลังเล่าถึงครอบครัวที่เผชิญกับวิกฤต เขามองว่ามันเป็นเพียงแค่หนังที่พูดถึงชีวิต ชีวิตที่ประกอบสร้างด้วยทั้งสุขและทุกข์ ซึ่งตัวผู้กำกับเองก็มีความเชื่อไม่ต่างจากลูกชายคนเล็กในเรื่อง ที่บางครั้งการได้เห็นเพียงแผ่นหลังของนักแสดง มันเล่าถึงความรู้สึกของตัวละครมากกว่าเห็นหน้านักแสดงเสียอีก การดู ‘Yi Yi’ ในแต่ละครั้งจึงเหมือนการได้ย้อนทบทวนถึงธรรมชาติของชีวิต บังคับให้ผู้ชมมองแผ่นหลังของคนอื่นหรือทำความเข้าใจในส่วนที่เรามองข้ามไป หนังทำงานเหมือนกับเซสชันพักใจ 3 ชั่วโมง ที่ทำให้เรากลับมาพูดคุยกับตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนต้องการในสังคมปัจจุบันนี้ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะยังคงตอบสนองและตราตรึงกับผู้ชมอยู่เสมอ
