Spider-Man: Brand New Day การเติบโตของเพื่อนบ้านผู้แสนดี

[มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์]

ย้อนกลับไปในหนังมาร์เวลเรื่องก่อนๆ เรามักจะได้เห็นการขยายสเกลอันยิ่งใหญ่ที่พาผู้ชมออกไปท่องพหุภพและอวกาศ มาพร้อมตัวละครมากมาย รวมไปถึงตัวละครอย่าง ‘ปีเตอร์ พาร์เกอร์’ หรือ ‘Spider-Man’ (ทอม ฮอลแลนด์ – Tom Holland) ที่ก็เคยเข้าร่วมในภารกิจระดับจักรวาล ในตอนที่เขาเป็นเพียง ‘เด็กหนุ่มมัธยมปลาย’ ผู้เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ความขี้เล่น และความสดใสตามวัย

แต่ใน ‘Spider-Man: Brand New Day’ ที่กำกับโดย ‘เดสติน แดเนียล เครตตัน’ (Destin Daniel Cretton) หนังกลับไม่เสียเวลาเกริ่นอะไรและเข้าเรื่องราวอย่างรวดเร็ว เพื่อพาทุกคนย้อนกลับมาดูชีวิตของปีเตอร์หลังผ่านพ้นความสูญเสียครั้งใหญ่ เขาต้องเติบโตอย่างโดดเดี่ยว โดยไม่มีทั้ง ‘ป้าเมย์’ (มาริสา โทเม – Marisa Tomei) รวมไปถึง ‘MJ’ (เซนเดยา – Zendaya) แฟนสาว และ ‘เนด’ (เจคอบ บาตาลอน – Jacob Batalon) เพื่อนสนิทข้างกาย ซึ่งต่างกำลังเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตในสถาบัน MIT โดยไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับปีเตอร์หลงเหลืออยู่เลย

จากสิ่งที่เขาต้องเผชิญนี้เอง ‘ความโดดเดี่ยว’ จึงกลายเป็นแกนหลักที่ใหญ่สุดของภาคนี้ เพราะในตอนนี้ปีเตอร์กลายเป็นเด็กหนุ่มที่ยึดมั่นในบทบาท ‘สไปเดอร์แมน’ ราวกับมันเป็นเกราะคุ้มกันความกลัวจากการสูญเสีย เขาเลือกที่จะทำหน้าที่เป็นฮีโร่ปราบอาชญากรบนท้องถนนในตอนกลางวัน แล้วกลับมานั่งดูคลิปของเพื่อนๆ คนเดียวบนโซฟาในตอนกลางคืน

การที่เขาพยายามตัดขาดจากโลกภายนอกเช่นนี้ จึงชวนให้เราตั้งคำถามว่า หากปีเตอร์ลบสิ่งที่เคยทำให้เขาเป็น ‘มนุษย์’ ออกไปจนหมด นั่นจะหมายความว่าตัวตนฝั่ง ‘แมงมุม’ จะกลายมาเป็นฝ่ายครอบงำแทนหรือไม่? ซึ่งความสับสนและสัญชาตญาณแมงมุมที่เริ่มลุกลามจนควบคุมไม่ได้นี้ ก็ยิ่งถูกกระตุ้นผ่านการมาถึงของ ‘เซดี ซิงค์’ ในบทบาท ‘จีน เกรย์’ ตัวละคร (ไม่) ร้าย ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้สะท้อนบาดแผลของปีเตอร์โดยตรง เธอทำให้เราเห็นว่า ‘ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่’ เมื่อผนวกเข้ากับบาดแผลทางจิตใจและพลังเหนือมนุษย์ มันสามารถนำพาชีวิตไปสู่วิบัติภัยได้อย่างไร

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ตัวละครอย่างจีน เกรย์นี่แหละ ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนในการทำให้ปีเตอร์เห็นว่า ไม่มีใครจำเป็นต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป หนังค่อยๆ ทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราจะเป็นเพียงคนธรรมดาหรือเป็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้มีพลังขนาดไหน ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ต่างต้องการการเชื่อมโยงถึงกัน การสูญเสียอาจทำให้เราต้องจมจ่อมอยู่กับความมืดมน แต่คนรอบข้างและมิตรภาพดีๆ นี่เองที่จะคอยยึดเหนี่ยวความเป็นมนุษย์เอาไว้ และไม่มีใครสมควรต้องผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากที่เรียกว่า ‘ชีวิต’ ไปเพียงลำพัง

นอกจากนี้ แม้ว่าตัวภาพยนตร์จะพาเราไปสำรวจมิติด้านจิตใจ แต่กระนั้น Brand New Day ก็ยังคงรับหน้าที่เป็น ‘สะพานเชื่อมจักรวาล’ ของมาร์เวลที่กำลังจะมาถึงในอนาคตได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งการวางรากฐานและส่งไม้ต่อให้กับโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่อย่าง ‘Avengers: Doomsday’ ผ่านการลดสเกลความวุ่นวายระดับจักรวาล ลงมาระบุพิกัดเล่าเรื่องติดดิน เพื่อทำให้ปีเตอร์ได้กลับมาเป็น ‘เด็กหนุ่มธรรมดาจากควีนส์’ และสไปเดอร์แมนก็ยังคงเป็น ‘เพื่อนบ้านที่แสนดี’ บนท้องถนนนิวยอร์กเหมือนเดิม 

โดยสรุปแล้ว ‘Spider-Man: Brand New Day’ คือหนังที่ยอมถอยสเกลของเรื่องกลับสู่ความเป็น ‘เพื่อนบ้านที่แสนดี’ บนท้องถนนนิวยอร์ก เพื่อพาผู้ชมไปสำรวจมิติด้านจิตใจของสไปเดอร์แมนและปีเตอร์ พาร์เกอร์ มันคือการปักหลักสำรวจบาดแผล ความโศกเศร้า และการเติบโตจาก ‘Spider-Boy’ สู่ ‘Spider-Man’ ที่แลกมาด้วยคราบน้ำตาและความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ ความรับผิดชอบที่ไม่ใช่การแบกโลกไว้คนเดียว หากคือการเรียนรู้ที่จะเปิดใจและเติบโตไปพร้อมกับผู้คนรอบข้าง